สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ นโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาพรรคเพื่อไทย ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ และ กกต. โดยพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนโยบายรวมทั้งสิ้น 57 นโยบาย เพื่อใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง แบ่งเป็นกลุ่มด้านต่าง ๆ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศอย่างครอบคลุม ซึ่งมีวงเงินที่ต้องใช้เบื้องต้นรวมจำนวน 243,300 ล้านบาท ดังนี้
นโยบายด้านการศึกษาและการสร้างทรัพยากรมนุษย์
กลุ่มนโยบายนี้มุ่งเน้นการสร้างทักษะและโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนและแรงงาน เพื่อตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต ได้แก่
- นโยบายเรียนได้งบจบได้งาน ใช้งบ 5,000 ล้านบาท/ปี จากการบริหารงบประมาณ มุ่งเน้นความคุ้มค่าในการกำหนดทิศทางการศึกษา ประโยชน์คือประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ผลกระทบคือต้องบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ใช้ ความเสี่ยงคือประชาชนที่มีทักษะอาจต้องการรายได้ที่สูงขึ้นตามความสามารถ
- นโยบาย ODOS หรือโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ใช้งบ 2,500 ล้านบาท/ปี มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพกระจายสู่ทุกท้องถิ่น ประโยชน์คือเด็กทุกอำเภอได้รับโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ผลกระทบคือการบริหารงบประมาณ ความเสี่ยงคือระดับความสำเร็จของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
- นโยบายอาชีวะสร้างชาติ สู่อาชีวะสู่สากล ใช้งบ 200 ล้านบาท/ปี มุ่งแก้ปัญหาหลักสูตรไม่ตรงความต้องการตลาด ประโยชน์คือเยาวชนมีรายได้ระหว่างเรียนผ่านระบบ Work-Study ผลกระทบคือการบริหารงบประมาณ ความเสี่ยงคือความสำเร็จส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน
- นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) ใช้งบ 5,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ประโยชน์คือยกระดับศักยภาพบุคลากรและสร้างงานใหม่ ผลกระทบคือการบริหารงบประมาณ ความเสี่ยงคือความยากในการกำหนดรูปแบบซอฟต์พาวเวอร์
นโยบายด้านสวัสดิการ ความมั่นคงทางสังคม และคุณภาพชีวิต
มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบางและแรงงาน ได้แก่
- นโยบายบัญชีตั้งตัวเด็กแรกเกิด ใช้งบ 1,300 ล้านบาท/ปี เพื่อแก้ปัญหาประชากรต่ำและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ประโยชน์คือครอบครัวมีความมั่นใจในการเลี้ยงบุตร ความเสี่ยงคือต้องบูรณาการกลไกภาครัฐให้เห็นผลสัมฤทธิ์
- นโยบายหวยเกษียณ ใช้งบ 1,500 ล้านบาท/ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออม ประโยชน์คือประชาชนมีเงินออมไว้ใช้หลังอายุ 60 ปี ความเสี่ยงคือความจำเป็นในการบูรณาการระบบข้าราชการ
- นโยบายบ้านเพื่อคนไทย ใช้งบ 2,000 ล้านบาท มุ่งจัดหาที่อยู่อาศัยราคาประหยัด ประโยชน์คือลดค่าใช้จ่ายการเดินทางและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ความเสี่ยงคือต้องออกแบบกลไกสวัสดิการให้ต่อเนื่อง
- นโยบายหลักประกันความเสี่ยง อสม. และ ชรบ. ใช้งบ 1,000 ล้านบาท/ปี เพื่อสร้างความมั่นคงให้ผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขชุมชน ประโยชน์คือสร้างหลักประกันชีวิตทั่วประเทศ ความเสี่ยงคืออาสาสมัครบางส่วนอาจยังไม่เข้าระบบ
- นโยบายงดเว้นภาษีต่อทะเบียนรถจักรยานยนต์สำหรับกลุ่ม Riders ไม่ใช้งบประมาณแต่ใช้การบริหารรายได้ เพื่อลดภาระให้ผู้มีรายได้น้อย ประโยชน์คือเพิ่มรายได้สุทธิให้ผู้ประกอบอาชีพ ความเสี่ยงคือการคาดการณ์จำนวน Riders ที่อาจไม่นิ่ง
- นโยบายหลักประกันความเสี่ยงและความมั่นคงแรงงานแพลตฟอร์ม ใช้งบ 1,000 ล้านบาท/ปี มุ่งสร้างหลักประกันชีวิตให้ Riders ประโยชน์คือสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความเสี่ยงคือตัวเลข Riders ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- นโยบายคนไทยไร้จน ใช้งบ 20,000 ล้านบาท/ปี มุ่งแก้ปัญหาความยากจนแบบตรงจุด ประโยชน์คือประชาชนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ความเสี่ยงคือการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ
- นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบ 3,500 ล้านบาท/ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบภาษีและยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ความเสี่ยงคือประชาชนบางส่วนอาจยังไม่ทราบมาตรการ
นโยบายการแก้ปัญหาหนี้สินและกระตุ้นการเงิน
มุ่งเน้นการล้างหนี้และสร้างวินัยทางการเงินเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ได้แก่
- นโยบาย "ล้างหนี้" ประชาชน ไม่ใช้งบประมาณแต่ใช้เงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เพื่อฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ NPL ประโยชน์คือประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ ความเสี่ยงคือต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจอย่างทั่วถึง
- นโยบาย "ล้างหนี้" วัยเกษียณ ใช้งบ 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประโยชน์คือลดความเครียดในการใช้ชีวิต ความเสี่ยงคือการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน
- นโยบาย "พักหนี้" เกษตรกร ใช้งบ 15,000 ล้านบาท/ปี มุ่งลดภาระหนี้สินในช่วงต้นทุนผลิตสูง ประโยชน์คือเกษตรกรมีเงินหมุนเวียนและป้องกันการสูญเสียที่ดิน ความเสี่ยงคือต้องสื่อสารให้ทั่วถึงลูกหนี้ทุกราย
- นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้งบ 30,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ชั้นดี ประโยชน์คือลดความเสี่ยง NPL ของธนาคาร ความเสี่ยงคือการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสิทธิ
- นโยบายล้างหนี้นอกระบบ ใช้งบ 6,000 ล้านบาท มุ่งดึงหนี้ดอกเบี้ยโหดกลับเข้าสู่ระบบ ประโยชน์คือประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม ความเสี่ยงคือต้องประชาสัมพันธ์มาตรการอย่างเข้มข้น
- นโยบายกระตุ้นการบริโภค ใช้งบ 10,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาคประชาชน ประโยชน์คือสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในรูปแบบภาษี ความเสี่ยงคือการทำความเข้าใจกับประชาชน
นโยบายด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ
มุ่งเพิ่มรายได้เกษตรกรและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ได้แก่
- นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ใช้งบ 31,000 ล้านบาท/ปี เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของราคาสินค้า ประโยชน์คือเกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีอำนาจต่อรอง ความเสี่ยงคือราคาอาจลดลงตามกลไกตลาด
- นโยบายปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่ ใช้งบ 1,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเปลี่ยนสิทธิเป็นโฉนดและเพิ่มรายได้ ประโยชน์คือเกษตรกรมีทรัพย์สินที่มั่นคงขึ้น ความเสี่ยงคือราคาตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลง
- นโยบายคูปองซื้อปุ๋ยเมล็ดพันธุ์ ใช้งบ 10,000 ล้านบาท/ปี เพื่อลดต้นทุนการผลิต ประโยชน์คือได้ปัจจัยการผลิตคุณภาพในราคาถูก ความเสี่ยงคือเกษตรกรอาจไม่ทราบมาตรการอย่างทั่วถึง
- นโยบายเพิ่มประโยชน์ชาวไร่อ้อย เพิ่มจากเดิม 70:30 ไม่ใช้งบประมาณแต่ใช้การบริหารทิศทางนโยบาย ประโยชน์คือชาวไร่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมขึ้น ความเสี่ยงคือต้องสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและโรงงาน
- นโยบาย Cloud Kitchen คนมีกิน เกษตรมีใช้ ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งเชื่อมเกษตรกรกับผู้บริโภค ประโยชน์คือลดปัญหาราคาตกต่ำและสินค้าล้นตลาด ความเสี่ยงคือต้องบริหาร Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพ
- นโยบายบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ใช้งบเพิ่มปีละ 20,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก ประโยชน์คือประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรเพียงพอ ความเสี่ยงคือต้องเวนคืนที่ดินบางส่วน
- นโยบายคืนที่ดินให้ประชาชน ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งแก้ข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน ประโยชน์คือประชาชนมีสิทธิในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ความเสี่ยงคือต้องประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง
- นโยบายยกเครื่องเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยี ใช้งบ 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประโยชน์คือเกษตรกรไทยแข่งขันได้ในระดับโลก ความเสี่ยงคือเกษตรกรบางส่วนอาจไม่เข้าใจเทคโนโลยี
- นโยบายศูนย์วิจัยการผลิตแม่นยำ ใช้งบ 500 ล้านบาท มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) ประโยชน์คือสร้างสินค้าที่ตรงความต้องการตลาดโลก ความเสี่ยงคือผลสำเร็จของการวิจัยที่แตกต่างกัน
นโยบายด้านเศรษฐกิจ SME นวัตกรรม และการจ้างงาน
ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ได้แก่
- นโยบาย AI For All ใช้งบ 4,000 ล้านบาท/ปี เพื่อสร้างความรู้ด้าน AI ให้ประชาชน ประโยชน์คือสร้างโอกาสใหม่ในการทำงานและความเป็นเมืองอัจฉริยะ ความเสี่ยงคือการที่ประชาชนบางส่วนปฏิเสธเทคโนโลยี
- นโยบาย e-commerce สัญชาติไทย ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ SME และป้องกันเงินไหลออก ประโยชน์คือสร้างตลาดออนไลน์ของคนไทย ความเสี่ยงคือต้องบริหารจัดการด้วยความเหมาะสม
- นโยบายให้รัฐเป็นลูกค้าของ SME ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งสร้างตลาดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ประโยชน์คือ SME เติบโตได้ในระยะยาว ความเสี่ยงคือต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
- นโยบายสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ NaCGA ใช้งบ 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างนวัตกรรมการเข้าถึงสินเชื่อ ประโยชน์คือ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยงคือต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน
- นโยบาย 1 อำเภอ 1 สตาร์ทอัพ ใช้งบ 500 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนไทยจากผู้ใช้เป็นผู้สร้างนวัตกรรม ประโยชน์คือสร้างรายได้ฐานรากสูง ความเสี่ยงคือความสำเร็จที่ต่างกันตามประเภทธุรกิจ
- นโยบายซื้อสินค้า SME ลดหย่อนพิเศษ ไม่ใช้งบประมาณแต่บริหารรายได้ ประโยชน์คือบริษัทใหญ่ได้รับแรงจูงใจในการซื้อสินค้าจาก SME ความเสี่ยงคือประชาชนอาจยังไม่ทราบสิทธิ
- นโยบายยกระดับการวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ใช้งบ 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการนำวิจัยมาสร้างอุตสาหกรรม ประโยชน์คือเพิ่มรายได้ให้ประเทศจากงานวิจัย ความเสี่ยงคือระดับความสำเร็จที่แตกต่างกัน
- นโยบายศูนย์กลางการทดลองทางคลินิก ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านการแพทย์ ประโยชน์คือไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก ความเสี่ยงคือผลสำเร็จของการทดลอง
- นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อกระจายโอกาสจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาค ประโยชน์คือลดความเหลื่อมล้ำและสร้างงาน ความเสี่ยงคือความสำเร็จที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่
- นโยบายงานดีที่บ้านเกิด ใช้งบ 1,000 ล้านบาท มุ่งพัฒนาศักยภาพแรงงานในท้องถิ่น ประโยชน์คือประชาชนมีรายได้สูงโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ความเสี่ยงคือปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และจำนวนประชากร
- นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทั้งระบบ ไม่ใช้งบประมาณแต่เป็นการบูรณาการ ประโยชน์คือยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน ความเสี่ยงคือต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
- นโยบายสินเชื่อเพื่อคนไทยในต่างแดน ใช้งบ 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยในต่างประเทศ ประโยชน์คือขยายการส่งออกและส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ความเสี่ยงคือระดับความสำเร็จตามสภาพธุรกิจ
นโยบายด้านการบริหารราชการ การเมือง และเทคโนโลยีดิจิทัล
มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบราชการ กระจายอำนาจ และสร้างความโปร่งใส ได้แก่
- นโยบายบริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว ใช้งบ 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง One Stop Service ประโยชน์คือประชาชนเข้าถึงบริการรัฐได้สะดวกรวดเร็ว ความเสี่ยงคือประชาชนบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยเทคโนโลยี
- นโยบาย AI Government รัฐดิจิทัล อัจฉริยะ โปร่งใส ฉับไว ใช้งบ 100 ล้านบาท เพื่อลดช่องว่างการทุจริต ประโยชน์คือประชาชนตรวจสอบงบประมาณได้ ความเสี่ยงคือต้องได้รับความร่วมมือที่จริงจัง
- นโยบายยกเครื่องท้องถิ่น ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งกระจายอำนาจงบประมาณ ประโยชน์คือท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอในการพัฒนาตนเอง ความเสี่ยงคือต้องปรับตัวในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน
- นโยบายประชาธิปไตย ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งเน้นการแก้ไขกฎหมายที่ยึดโยงประชาชน ประโยชน์คือการปฏิรูปองค์กรอิสระและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ความเสี่ยงคือความจำเป็นในการพิจารณากฎหมายหลายฉบับ
- นโยบาย "ขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งระบบ" ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งป้องกันการจัดคอร์รัปชัน ประโยชน์คือความโปร่งใสและเป็นธรรมในสังคม ความเสี่ยงคือต้องออกแบบวิธีการให้เหมาะสมกับหน่วยงาน
- โครงการสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้าน (SML) ใช้งบจากโครงการเดิม มุ่งสร้างโอกาสให้ชุมชนกำหนดทิศทางพัฒนาตนเอง ประโยชน์คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ความเสี่ยงคือระดับความสำเร็จที่ต่างกันตามปัจจัยพื้นที่
นโยบายด้านสาธารณสุข ความมั่นคง และความปลอดภัย
ยกระดับมาตรฐานสุขภาพและปราบปรามภัยสังคม ได้แก่
- นโยบายปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 500 ล้านบาท/ปี มุ่งลดภาระงบสาธารณสุขในระยะยาว ประโยชน์คือคืนสังคมที่ปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดี ความเสี่ยงคือปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน
- นโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 200 ล้านบาท/ปี มุ่งปกป้องสินทรัพย์ประชาชน ประโยชน์คือสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจออนไลน์ ความเสี่ยงคือการเจรจาทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน
- นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วย AI ใช้งบ 3,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสาธารณสุข ประโยชน์คือลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการรับบริการ ความเสี่ยงคือประชาชนบางส่วนอาจปฏิเสธเทคโนโลยี
- นโยบาย 30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ ใช้งบ 2,000 ล้านบาท/ปี มุ่งเน้นสุขภาพจิต ประโยชน์คือเข้าถึงคำปรึกษาและคัดกรองได้สะดวกรวดเร็ว ความเสี่ยงคือการทำความเข้าใจมาตรการกับประชาชน
- นโยบาย 1 อำเภอ 1 academy กีฬา และสานต่อ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ใช้งบ 400 ล้านบาท มุ่งเสริมสร้างสุขภาพและทักษะกีฬา ประโยชน์คือสร้างโอกาสสู่มืออาชีพ ความเสี่ยงคือประชาชนบางส่วนอาจไม่มีเวลาหรือขาดสถานที่ใกล้บ้าน
นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
พัฒนาการเดินทางและลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน ได้แก่
- นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย / Feeder และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ใช้งบ 1,000 ล้านบาท/ปี ใช้งบจากการบริหารทรัพย์สินรัฐและเอกชน ประโยชน์คือประชาชนมีเงินเหลือมากขึ้นและลดมลพิษ ความเสี่ยงคือต้องบริหารจัดการปริมาณผู้โดยสารให้เหมาะสม
- นโยบายยกเครื่องศูนย์กลางการบิน ไม่ใช้งบประมาณ ใช้การบริหารภายในรัฐวิสาหกิจ ประโยชน์คือดึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นและลดความแออัด ความเสี่ยงคือการปรับเส้นทางบินที่อาจกระทบธุรกิจเดิม
- นโยบายปลดล็อคพลังงานสะอาด สร้างอธิปไตยพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ ใช้งบ 1,000 ล้านบาท/ปี มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ประโยชน์คือประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและสร้างรายได้เพิ่ม ความเสี่ยงคือต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
- นโยบายลดค่าไฟ ไม่เกิน 3.70 บาท ไม่ใช้งบประมาณแต่ใช้การบริหารทิศทางนโยบาย ประโยชน์คือประชาชนมีต้นทุนชีวิตและอาชีพที่ต่ำลง ความเสี่ยงคือต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
- นโยบาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดมลพิษ ประโยชน์คือประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาดทั่วประเทศ ความเสี่ยงคือต้องใช้เวลาในการปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อลดมลพิษ
- นโยบาย พ.ร.บ. Universal Design ไม่ใช้งบประมาณ มุ่งปรับปรุงอาคารสถานที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้ ประโยชน์คือลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ความเสี่ยงคือระยะเวลาในการปรับปรุงอาคารเก่า
- นโยบายแผนรับมือโลกรวน (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ใช้งบ 1,000 ล้านบาท มุ่งยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตไทย ประโยชน์คือดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงคือต้องใช้เวลาในการปรับรูปแบบอุตสาหกรรม