ท่ามกลางความเปราะบาง และการยั่วยุ บนเส้นแดนไทย-กัมพูชา ที่มหาอำนาจพร้อมสอดแทรก ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ไทยควรวางกลยุทธ์การเดินหมากบนกระดานการทูตและความมั่นคงอย่างไร เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนมากที่สุด
พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย ร่วมตอบคำถามและแสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ไว้อย่างน่าสนใจ
“รัศม์” ชี้นโยบายชายแดน “ภูมิใจไทย - เพื่อไทย” ไม่ค่อยต่างกัน เสนอยกระดับกองทัพทันสมัยสร้าง “รั้วแห่งชาติ”
นายรัศม์ กล่าวว่า หลัก ๆ แล้ว นโยบายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่ค่อยแตกต่างจากนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่หลัก ๆ แล้วจะต้องปกป้องอธิปไตย ปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน และชีวิตประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็ต้องแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เพียงแต่จะเน้นความเข้มข้น จังหวะ แทคติกทางการทูตอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค
ส่วนตัวมองว่าปัญหาชายแดนสามารถเลือกได้แค่ไม่ให้ปะทุ หรือไม่รักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ ซึ่งเมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งในเรื่องสแกมเมอร์ เนื่องจากกระทบกับทั้งเศรษฐกิจและประชาชนไทย
ซึ่งจุดนี้ก็ไปพัวพันกับกรณีคลิปเสียง จนทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ไม่ว่าอย่างไรรัฐบาลไหนก็ต้องทำตามนี้ ปกป้องคนไทย ปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน ปกป้องอธิปไตยเหมือนกัน
นายรัศม์ กล่าวต่อว่า กัมพูชารู้อยู่เต็มอกว่าไม่สามารถชนะไทยได้ แล้วเหตุใดจึงยั่วยุไทย ต้องวิเคราะห์ตรงนี้ ถ้าเรารู้ว่าแรงจูงใจเขาคืออะไรเราจึงจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ชัดเจน ซึ่งเขาต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ ขณะเดียวกันอีกเป้าประสงค์หนึ่งคือต้องการคะแนนความนิยมในประเทศด้วยการเล่นไพ่ชาตินิยมเป็นปกติของเขา ดังนั้นเราต้องงัดเรื่องนี้ขึ้นมาบนเวทีโลก
และหากจะแก้ปัญหาในระยะยาว ก็ต้องมาใช้หลายอย่างประกอบกันในการดูแนวทางแก้ปัญหา ส่วนดีกรีการสู้รบต้องดูควบคู่กันกับหลายส่วน ต้องร่วมมือกับนานาประเทศให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และต้องตั้งเป็นศูนย์กลางในการปราบสแกมเมอร์ให้ได้ เมื่อเราปราบสแกมเมอร์ได้เราจะมีความชอบธรรม
นายรัศม์ กล่าวว่า ความจริงพรรคเพื่อไทยให้ไฟเขียวกองทัพตั้งแต่การปะทะช่วงกรกฎาคม 2568 หากเขาโจมตีมาเราต้องโจมตีกลับแน่นอน เพียงแต่ท้ายที่สุดต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา ส่วนจะไปถึงจุดนั้นอย่างไร จะสร้างคอนกรีต สร้างกำแพงหรืออย่างไร ก็สามารถทำได้
ทั้งนี้ รั้วที่สำคัญที่สุดที่เราต้องเร่งทำคือ รั้วแห่งชาติ ต้องทำให้กองทัพทันสมัย มีอาวุธ เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพรียบพร้อมในการรับมือกองทัพที่เปลี่ยนไป ทำให้กองทัพทันสมัยขึ้นเป็นรั้วแห่งชาติที่มีศักยภาพในการปกป้องพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง
“รังษี” เล็งตัดเส้นเงินสแกมเมอร์ อายัด-ยึดทรัพย์ หยุดภัยคุกคามไทย มั่นใจ รบรอบ 3 ปะทุแน่!
พล.อ.รังษี กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์ต้องจัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เรามีข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องในมือแล้ว ต้องจัดการอายัดทันที และนำตัวมาสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมของไทย จากนั้นดำเนินคดีและยึดทรัพย์ ถ้าเราตัดเส้นเงินได้ ก็ไม่สามารถทำอะไรประเทศเราได้
พล.อ.รังษี มองว่า การปะทะรอบ 3 มีแน่ พิจารณาจากทั้งการเติมกำลัง จากพฤติกรรมของ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต ดังนั้นต้องมีมาตรการตอบโต้ สร้างฉากทัศน์ว่าหากมีการปะทะกันระหว่างทหารกับทหาร หากตนได้เป็นรัฐบาลจะรุกออกนอกประเทศ เพื่อยึดภูมิประเทศสำคัญ สร้างความได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง
ตนมั่นใจว่าทุกการรบที่เกิดขึ้นจะต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา ซึ่งก่อนจบที่โต๊ะเจรจาได้ต้องจบที่สนามรบ จึงจะมีอำนาจต่อรอง ซึ่งการรบ ๆ หยุด ๆ แบบปัจจุบันนั้นจะสามารถทำได้ลำบาก
รวมถึงตนจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 ทันที จากนั้นมี MOU ตัวใหม่ภายใต้กติกา แผนที่มาตราส่วนเดียวกัน ภายใต้กฎกติกาของโลกทั้งทางบกและทางทะเลตามหลักสากล
พล.อ.รังษี กล่าวต่อว่า หากกัมพูชาโจมตีที่หมายพลเรือนไทยรอบนี้ ตนจะทำลายบ่อนกัมพูชาให้หมด เนื่องจาก ฮุน เซน ถือเป็นอาชญากรสงคราม เพราะทำประชาชนไทยบาดเจ็บ ตาย พิการจำนวนมาก ถือเป็นการตัดเส้นเงินสแกมเมอร์ และทำลายกล่องดวงใจของฮุน เซน นอกเหนือจากการส่งเอกสารทางการทูตเพื่อเจรจา และจะต้องเป็นทวิภาคีเท่านั้น ต้องไม่มีประเทศที่ 3 มาเข้าร่วมเจรจา
ในเรื่องของการเปิดด่าน พล.อ.รังษี มองว่า การเปิดด่านตอนนี้ไม่สมควรอยู่แล้ว เพราะสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน เป็นเรื่องของอนาคตซึ่งยังไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร จนกว่าสถานการณ์จะยุติและสามารถปฏิบัติได้จริง แต่วันนี้เราประมาทไม่ได้ เพราะถ้าเราเปิดด่านจะเท่ากับว่าเราเพิ่มกำลังให้กับทางกัมพูชา เพราะเศรษฐกิจกัมพูชาที่พังเพราะการปิดด่านของไทย ทั้งปัญหาย้ายฐานการผลิตวัตถุดิบและสแกมเมอร์
ส่วนวิธีแก้ไขคือการปราบสแกมเมอร์ทั้งในประเทสและต่างประเทศ โดยร่วมมือกับต่างประเทศ รวมถึงเวทีโลกกับการทำการทูตเชิงรุก และการเตรียมตัวรับการปะทะรอบ 3 ซึ่งตนมั่นใจว่าน่าจะเกิดมากกว่าไม่เกิด