นางสาวเบญจพร หรือ “ฝน” เปิดเผยว่า ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีประชาชนโทรศัพท์สอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก ด้วยคำถามในลักษณะเดียวกันว่า เหตุใดจึงเดินเข้าไปในบริเวณจุดเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในคืนแรกที่เดินทางไปถึง หีบบัตรเลือกตั้งยังอยู่บนรถ และมีประชาชนบางส่วนล้อมรถไว้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ภายในสนามแบดมินตัน
โดยในวันดังกล่าวมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ในพื้นที่
ตนจึงสอบถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นอำนาจของนายอำเภอ ตนจึงได้เข้าไปปรึกษานายอำเภอว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำรถซึ่งบรรทุกหีบบัตรเลือกตั้งเข้ามาภายในอาคาร อย่างไรก็ตาม นายอำเภอแจ้งว่าไม่สามารถนำรถเข้าได้ แต่สามารถนำหีบเข้ามาได้ และจะจัดรั้วล้อมพื้นที่ให้ ตนจึงสอบถามความเห็นประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการล้อมรถซึ่งอาจกีดขวางการจราจรในช่วงเช้า
จากนั้นตนได้สอบถามเพิ่มเติมว่าสามารถให้ประชาชนช่วยขนหีบได้หรือไม่ ซึ่งนายอำเภอระบุว่าสามารถทำได้ แต่ขอให้มีจำนวนไม่มาก ประมาณ 4–5 คน จึงได้ช่วยกันขนหีบเข้ามาภายในอาคารและจัดเรียงตามหน่วยเลือกตั้ง ระหว่างการขนย้ายพบว่าบางกล่องถูกปิดไม่สนิท แต่ในขณะนั้นตนยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว
ต่อมา ตนมีโอกาสพูดคุยกับ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. จนเกิดความไว้วางใจ แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เช้าวันรุ่งขึ้น ประชาชนได้เฝ้ารอฟังการแถลงข่าวจาก กกต. ทราบว่ามีการประชุม กกต. ครบทั้ง 7 คน แต่ในการแถลงกลับไม่ได้กล่าวถึงประเด็นหลักฐานที่พบในถุงหรือถังขยะแม้แต่คำเดียว และมีการชี้แจงกรณีหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 ว่า กล่องที่ไม่ถูกรัดด้วยสายเคเบิลไทจะถูกปิดด้วยเทปกาวอย่างแน่นหนา
ภายหลังรับฟังการแถลง ตนจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังจุดเก็บหีบตามปกติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าหีบบัตรเลือกตั้งบางกล่องถูกปิดไม่สนิทจริง เพียงใช้นิ้วสะกิดก็สามารถเปิดออกได้ เพื่อยืนยันว่าหีบบัตรเลือกตั้งไม่มีความปลอดภัยตามที่มีการชี้แจง
หลังจากนั้น รองเลขาธิการ กกต. ได้เรียกตนไปพูดคุย พร้อมชี้แจงว่า ต้องรอระยะเวลา 2 วัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานและสอบสวน พร้อมขอให้เตรียมเอกสารไว้ ส่วนกรณีการชุมนุม เบื้องต้นกำหนดเวลาไว้ถึง 20.00 น. ก่อนมีการปรับเปลี่ยนเวลา ซึ่งยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ
สำหรับกรณีที่ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น “เด็กจ้าง” ของพรรคประชาชน เนื่องจากไปยืนอยู่ด้านหลัง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” นางสาวเบญจพร ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยเสื้อที่ น.ส.รักชนก สวมใส่นั้น เป็นเสื้อที่มีผู้อื่นนำไปให้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นางสาวเบญจพร กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนที่ตนได้เข้าไปในบริเวณจุดเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาอื่นใด นอกจากต้องการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าหีบบัตรเลือกตั้งบางกล่องถูกปิดไม่สนิทจริง
ทั้งนี้ ยังฝากถึงผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. เขต 1 จังหวัดชลบุรี ว่า ในวันที่เกิดเหตุ ตนพยายามติดต่อพูดคุย แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ และหลังจากวันดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบว่ามีการลงพื้นที่มาตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งที่สนามแบดมินตันแต่อย่างใด
ด้าน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า เรื่องนี้ได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาให้เข้ามาช่วยเหลือทางกฎหมาย และอยากชี้แจงในหลาย ๆ ประเด็น ประเด็นแรกคือการที่บุคคลรวมตัวกัน เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ กลุ่มที่มาติดตามการนับคะแนนได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ แล้ว ซึ่งตำรวจไม่ได้บอกว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายหรืออาจขัดต่อกฎหมาย และเรื่องนี้มีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าการมาเฝ้าติดตามคะแนนเสียงเป็นสิทธิที่สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ยังเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามมาตรา 51 ที่ระบุว่า ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงการตรวจสอบเรื่องของการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้สิทธิ แต่เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปเปิดหีบเลือกตั้งมีความผิดหรือไม่ จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี ทนายนรเศรษฐ์ระบุว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 104 กำหนดไว้ว่า กรณีที่มีการปิดหีบแล้ว ห้ามผู้ใดเปิด ทำลาย ทำให้สูญหาย หรือทำให้เสื่อมค่า ซึ่งตัวกฎหมายแม่ไม่ได้กำหนดคำว่า “ปิด” เอาไว้ว่านิยามคืออะไร จึงต้องดูกฎหมายลูก นั่นคือระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 180 ที่กำหนดเรื่องการปิดหีบไว้ว่า การจะถือว่าปิดหีบ ขั้นตอนที่หนึ่งต้องมีการปิดกล่องลงไปก่อน จากนั้นต้องใช้เทปกาวซีนบริเวณกล่อง นำสายรัดไปคล้องไว้ที่กล่อง และลงลายมือชื่อกำกับในสายรัดนั้น จึงจะถือว่าเป็นการปิดหีบโดยชอบด้วยกฎหมาย
ในกรณีนี้จะเห็นจากภาพว่ากล่องที่เข้าไปเปิดยังไม่ได้ดำเนินการครบทั้ง 4 ขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด จึงยังไม่ถือว่าเป็นการปิดหีบเลือกตั้งที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ความผิดเป็นของใคร เป็นของคนที่เข้าไปพิสูจน์ความจริง หรือเป็นของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อไม่ได้ปิดหีบให้ถูกต้องตามระเบียบของ กกต. การเดินเข้าไปและเปิดให้ดูว่าหีบไม่ได้ถูกปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 104 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอธิบายและทำความเข้าใจให้ชัดเจน
ส่วนวันนี้ที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มาแถลงข่าว ยืนยันว่าผู้ต้องหายังอยู่ตรงนี้ ไม่มีเจตนาจะหลบหนี หากตำรวจจะดำเนินคดีสามารถออกหมายเรียกได้ ทุกคนพร้อมเข้าพบตำรวจ และไม่มีความจำเป็นต้องออกหมายจับและนำตัวไปคุมขังเพื่อหวังให้ยกเลิกการติดตาม
หลังจากนี้จะเดินทางไปที่ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อยื่นหนังสือถึงตำรวจว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาหลบหนีและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ยืนยันว่า เรื่องที่ถูกแจ้งความไม่เป็นความจริง จึงจะพาผู้ถูกกล่าวหาไปแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ ในข้อหาแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา และไปติดตามความคืบหน้ากรณีที่ก่อนหน้านี้ประชาชนในเขต 1 จังหวัดชลบุรี ได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ในความผิดตามมาตรา 157 ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ตรวจสอบว่าคดีที่ประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับคดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐร้องทุกข์กล่าวโทษประชาชน คดีใดจะดำเนินการได้รวดเร็วกว่ากัน