นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมเพื่อพิจารณากรณีที่ กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ซึ่งมีการเชิญ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต., ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี, น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ หัวหน้าฝ่ายคดีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบ เข้าชี้แจง ว่า เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสาธารณชน เพราะการที่ กกต. ฟ้องประชาชนมีข้อสังเกตหลายอย่างว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ เนื่องจากเป็นการฟ้องโดยผู้มีอำนาจรัฐต่อประชาชนที่เข้าตรวจสอบการทำงานของ กกต.
จากเหตุการณ์ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในการนับคะแนน ประชาชนจึงขอติดตามตรวจสอบ ซึ่งอาจมีพฤติการณ์บางอย่างที่เข้าข่ายละเมิด จึงอยากให้ กกต. ชี้แจงว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งหรือไม่ การตั้งข้อหากับประชาชนเป็นการตีความตามตัวบทกฎหมาย หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าเป็นการละเมิดจริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะหลังจาก กกต. ตั้งข้อกล่าวหาและฟ้องร้อง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวในการตรวจสอบ
ดังนั้น หากประชาชนกลัวที่จะตรวจสอบ อาจเข้าลักษณะการฟ้องปิดปาก วันนี้จึงเป็นเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจง ฝั่งประชาชนชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการกระทำ ขณะที่ กกต. ก็ต้องชี้แจงเหตุผลที่มองว่าเป็นความผิดและตัดสินใจฟ้องร้อง
นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ยังไม่ได้รับทราบเหตุผลจาก กกต.ว่าเหตุใดจึงไม่ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเอง แต่เข้าร่วมผ่านระบบซูม (Zoom) ส่วนกรณีหีบบัตรที่มีข้อสังเกตถึงปัญหาและถูกจัดเก็บไปแล้ว ต้องให้ กกต. ชี้แจงกระบวนการจัดเก็บว่ามีมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยหรือไม่ เพราะความแตกต่างในแต่ละพื้นที่อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
นายนรเศรษฐ์ ยังกล่าวว่า แนวทางดำเนินการต่อของกรรมาธิการจะอ้างอิงการจัดทำรายงานกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อวุฒิสภา ส่วนตัวยังไม่แน่ใจว่ารายงานจะเกิดประโยชน์เพียงใด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามจำนวนมาก
“ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตาม เช่น บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กรรมาธิการได้ทำหนังสือถึง กกต.ขอเอกสาร TOR การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำบัตรเลือกตั้งทั้งปี 2569 และปี 2566 เพื่อเปรียบเทียบสเปกบัตร ว่ามีการระบุเฉพาะเจาะจงหรือไม่ รวมถึงการระบุบาร์โค้ดในสเปกบัตรเลือกตั้ง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
กรณีที่ กกต. ประชุมด่วนเรื่องการต่อต้านเฟคนิวส์ นายนรเศรษฐ์ มองว่า สิ่งสำคัญคือการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส แม้บางข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน แต่หลายเรื่องเป็นข้อสงสัยของประชาชนจริง การระบุว่าเป็นเฟคนิวส์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้สังคมคลายข้อสงสัย การอธิบายขั้นตอน เช่น การจัดเก็บหีบบัตร การปรับคะแนน หรือกระบวนการนับคะแนน จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ส่วนการเข้าชื่อของ สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณีบาร์โค้ดนั้น ระบุว่าเป็นอำนาจของ สว. แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น โดยเห็นว่า กกต. ควรอธิบายต่อประชาชนก่อน เพราะหากความเชื่อมั่นลดลง อาจกระทบต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม
ยังกล่าวถึงกรณีที่ทนายอั๋นจะขอรายชื่อ สว. เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ได้รับทราบจาก น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. หากจะดำเนินการต้องหารือกันในกลุ่ม สว. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการนับคะแนนและการกาบัตรเลือกตั้งที่มีลักษณะคล้ายกันทุกหน่วย ซึ่งอาจสะท้อนถึงแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการอบรมมาในรูปแบบเดียวกัน ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้การนับคะแนนต้องโปร่งใสและเปิดเผย
ด้าน น.ส.เบญจพร สุขสว่าง กล่าวว่า กรณีชลบุรี เขต 1 คำร้องถูกปัดตกทั้งหมด และการแถลงของ กกต. ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยไม่ได้กล่าวถึงหลักฐานที่พบหรือเหตุผลที่หีบบัตรไม่ได้ปิดสนิท อีกทั้งเชื่อว่า ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาจไม่ได้เสนอหลักฐานทั้งหมดต่อเลขาธิการ กกต. ทำให้รายงานไม่ครบถ้วน
น.ส.เบญจพร ระบุว่า ยังมีประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และขณะนี้ได้ฟ้องกลับนายประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี หลังถูกฟ้องข้อหาบุกรุก โดยเห็นว่าการใช้กฎหมายตอบโต้ประชาชนเป็นลักษณะการฟ้องปิดปาก จึงจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายกลับเช่นกัน
"กมธ.พัฒนาการเมือง สว." ไร้ข้อสรุป หลังเปิดเวทีให้ "กกต.-แกนนำนับใหม่ชลบุรี" ไกล่เกลี่ย
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงผลหลังประชุมกรณี กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลแตกต่างกัน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่าหีบบัตรที่ขนส่งเป็นการยุบรวมหีบบัตรและปิดซีลอย่างดี ขณะที่ประชาชนยืนยันว่าไม่มีการซีลด้วยเคเบิลไทร์ เป็นเพียงเทปพัน และไม่มีการเซ็นรับรองตามข้อบังคับของ กกต. ถูกต้องตามกระบวนการและข้อกำหนดหรือไม่
ส่วนประเด็นที่หารือวันนี้ คือ การที่ กกต. เป็นหน่วยงานรัฐแล้วฟ้องประชาชน เข้าข่ายการฟ้องปิดปากหรือไม่ โดยมีความพยายามทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งกันและกัน จะดีกว่าหรือไม่หาก กกต. ได้รับฟังเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นความโปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน และคาดหวังให้มีการพูดคุยกับ กกต. จังหวัดชลบุรี หากไกล่เกลี่ยหรือถอนฟ้องกันได้ จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นภาระของทั้งสองฝ่าย ฝั่งประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง ขณะที่ กกต. อาจถูกมองกระทบภาพลักษณ์ว่าเป็นการฟ้องปิดปาก พร้อมหวังว่าการตรวจสอบโดยภาคประชาชนจะเดินหน้าต่อไป สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ กกต. ที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และโปร่งใส
นายนรเศรษฐ์ กล่าวถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยว่า นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เห็นว่า กกต. ไม่มีเจตนาฟ้องประชาชน แต่หากไม่ดำเนินคดีอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม มองว่าหากไม่ฟ้อง ความเสียหายก็ไม่ได้เกิดขึ้น นายครรชิตยังระบุว่า ที่ผ่านมาเป็นการโต้ตอบผ่านการให้สัมภาษณ์ อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน และเสนอให้พูดคุยกับ กกต. จังหวัดชลบุรี หากมีความเห็นเรื่องถอนฟ้องให้รายงานต่อ กกต. ส่วนกลาง
นายนรเศรษฐ์ มองว่า บรรยากาศเป็นไปในทิศทางที่ดี กกต. น่าจะเปิดทางพูดคุย ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบและชี้แจงขั้นตอนการเลือกตั้งให้ประชาชนคลายข้อสงสัยว่าเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่
"เรื่องการฟ้องร้องภาคประชาชน ผมเชื่อว่าทางที่ดีที่สุดคือน่าจะถอยกันคนละก้าว เพื่อให้ภาพลักษณ์ กกต. ดีขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาฟ้องร้อง และประชาชนก็สามารถต่อสู้คดีได้ง่ายขึ้น" นายนรเศรษฐ์ กล่าว
ด้านนางสาวมาริสา ปิดสายะ ทนายความศูนย์สิทธิมนุษยชนภาคประชาชน กล่าวว่า ยินดีที่ได้รับฟังคำชี้แจงจากทั้งรองเลขาธิการ กกต. และ ผอ.กกต. จังหวัดชลบุรี เขต 1 ได้ทราบเหตุผลการแจ้งความ และได้ชี้แจงเจตนาในการตรวจสอบตามสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ทีมทนายความจะนำข้อเท็จจริงและข้อเสนอไปหารือ โดย กกต. ยังไม่ยืนยันว่าจะถอนแจ้งความหรือไม่ พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของประชาชน มองว่าการเปิดทางพูดคุยเป็นประโยชน์ในการหาทางออกร่วมกัน เบื้องต้นต้องประชุมกับลูกความก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร
“ข้อหาที่ กกต. แจ้งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน แม้ผู้ร้องทุกข์ถอนแจ้งความ ก็ไม่ตัดสิทธิ์พนักงานสอบสวนหรืออัยการดำเนินคดีต่อ แต่หาก กกต. ถอนฟ้อง ก็เป็นสัญญาณที่ดี และทำให้ประชาชนมีโอกาสต่อสู้คดีมากขึ้น” นางสาวมาริสา กล่าว
นางสาวมาริสา ยังระบุว่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องดำเนินต่อไป เพราะข้อมูลทั้งสองฝ่ายยังไม่ตรงกัน เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้