นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเปิดโต๊ะข่าว ทาง PPTVHD36 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับบุคคล 6 ราย กรณีร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงถึงผู้ใช้สิทธิ
เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569
โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้ 27 ก.พ. 69 จะเดินทางไปที่กองปราบฯ เพื่อไปเช็กข้อเท็จจริงก่อน ว่าตนเป็นหนึ่งในผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่ และข้อกล่าวหาเป็นเช่นไร ซึ่งเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงก่อน ตามข่าวที่ได้มีการรายงานหรือไม่ ส่วนตัวเห็นจากหน้าข่าว แต่ยังไม่เห็นเอกสารของทาง กกต. และเพื่อให้สิ้นข้อสงสัย วันนี้ก็จะเดินทางไปกองปราบฯ จะได้เช็กข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า กรณีที่ กกต.แจ้งข้อกล่าวหา ทั้งการขัดขวางการเลือกตั้ง ยุยงปลุกปั่น อั้งยี่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะถูกแจ้งในข้อกล่าวหาอะไร ตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรทั้งสิ้น พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ในวันเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้ง 15 คันนายาว ว่าเดินทางไปถึงเวลา 17.00 น. ไปในช่วงที่เลือกตั้งเสร็จแล้ว และปิดหีบแล้วเพื่อเตรียมการนับคะแนน ซึ่งได้สังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเปิดเผยอยู่แล้วตามกฎหมาย วันนั้นหน้างานตนไม่ได้มีการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ กกต. หรือ กปน. เลย และไม่ได้ไปทำอะไรที่จะเป็นการขัดขวางทั้งสิ้น และในเหตุการณ์วันนั้น ก็มีนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงเข้าไปพูดคุย สอบถามข้อเท็จจริงในบางประการ เช่น ตอนเช้ามีสำนักข่าวนำเสนอภาพว่า ตรงตัวรหัสตรงต้นขั้วของบัตรสีชมพู ที่เคยมีในวันที่ 8 ก.พ. 69 พอมาวันที่ 22 ก.พ. 69 กลับหายไป ตนไม่อยากด่วนสรุปจากภาพข่าวภาพเดียวที่เห็น จึงเดินไปถามรองเลขาธิการ กกต. ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไปในช่วงที่ไม่มีสื่อมวลชนตามด้วย ปรากฏว่านายครรชิตไม่ได้ตอบหรือพูดอะไรเลย ซึ่งตนก็มองว่าเป็นการปฏิบัติงานที่แปลก ที่ไปอยู่หน้างาน แต่ไม่พร้อมที่จะตอบอะไรเลย
นายพริษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้มีการขัดขวางการทำหน้าที่ของ กกต. และในวันนั้น รองเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้ทักท้วงพฤติกรรม หรือมีการตักเตือน ชี้แนะว่าสิ่งที่กำลังทำผิดกฎหมาย
"ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้ไม่ว่าจะโดนกี่ข้อหา จะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงอย่างไร จะโยนข้อกล่าวหาร้ายแรงมาหามากแค่ไหน ถ้าผมไม่ได้ทำผิด ก็คือไม่ผิด"
ส่วนประเด็นที่โดนข้อกล่าวหา "อั้งยี่-ยุยงปลุกปั่น" นายพริษฐ์ มองว่า เป็นสิ่งที่ผู้แจ้งความต้องนำข้อเท็จจริงมายืนยัน แต่ตนก็ยืนยันว่า ไม่ว่าข้อกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในหน้าข่าว ตนมั่นใจว่าไม่มีการกระทำใดของตนที่เข้าข่ายกระทำผิดมาตราใด ๆ และความจริงแล้ว อย่างที่รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายได้ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชน การไปแจ้งความด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ก็ถือเป็นความผิดด้วยเช่นกัน
"ผมเห็นบางครั้งพยายามให้เหตุผลว่า กกต.หากเห็นการกระทำผิดต้องแจ้งความ ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดตามมาตรา 157 แต่ผมต้องเรียนว่าในทางกลับกัน ถ้าไปแจ้งความประชาชนด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ อันนี้ผิดมาตรา 157 เต็ม ๆ"
ส่วนจะแจ้งความกลับ กกต. หรือไม่ เรื่องนี้นายพริษฐ์ เผยว่า ขอรอดูข้อเท็จจริงก่อนว่า กกต.มีการร้องทุกข์กล่าวโทษจริงหรือไม่ ข้อกล่าวหามาตราอะไร และข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการแจ้งความมีอะไรบ้าง หากปรากฏว่ามีการแจ้งความตนด้วยข้อมูลเท็จ ทางรองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายกฎหมายให้สัมภาษณ์ไว้แล้ว ก็จะเดินหน้าฟ้องกลับ
ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การฟ้องในครั้งนี้เป็นการฟ้องปิดปาก เพื่อไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องบัตรเลือกตั้งแบบบาร์โค้ด เป็นเหมือนการเด็ดหัวแกนนำ นายพริษฐ์ มองว่า เรื่องนี้มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน กรณีการฟ้องปิดปาก แต่ตนอยากให้แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก หากพูดถึงตัวเองก่อน ตนลงสมัครรับเลือกตั้งและทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร ดังนั้นไม่ว่าจะเจอข้อกล่าวหาอะไร ก็ไม่สามารถปิดปากตนได้ ตนมีหน้าที่เมื่อประชาชนไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่ ก็จำเป็นต้องตั้งคำถามและตรวจสอบความไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเจอข้อกล่าวหาหรือข้อโจมตีใด ตนต้องเดินหน้าทำหน้าที่ต่อ หากหยุดทำหน้าที่เพียงเพราะมีคนกล่าวหาในข้อหาที่ไม่เป็นความจริง แล้วจะมาเป็นผู้แทนราษฎรไปทำไม
แต่หากแยกในส่วนของประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้อาสาเป็นนักการเมือง หากถูกฟ้องปิดปาก แม้ปลายทางจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้กระทำผิด แต่ก็ต้องแบกรับภาระทั้งเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย และทนายความ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม เมื่อผู้มีอำนาจฟ้องประชาชนที่ตั้งคำถาม ด้วยข้อกล่าวหาที่อาจพิสูจน์ไม่ได้ว่ากระทำผิด แต่มีเจตนาสร้างภาระ เพื่อให้หยุดตั้งคำถาม เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข
ส่วนที่มีสื่อมวลชนโดนแจ้งข้อกล่าวหาด้วยนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า หาก กกต.มีเจตนาฟ้องเพื่อปิดปาก ทั้งที่รู้ว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นองค์ประกอบของความผิดตามข้อกล่าวหา ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เพราะสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย คือการที่สื่อมวลชนและประชาชนมีสิทธิในการตั้งคำถามและตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะขั้นตอนการนับคะแนน ซึ่งต้องเปิดเผยโปร่งใสอยู่แล้ว ยิ่ง กกต.เคยเชิญชวนให้ประชาชนมาสังเกตการณ์นับคะแนน การทำหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่ควรนำไปสู่การถูกดำเนินคดี
ส่วนเรื่องที่ กกต.กล่าวหาว่าเป็นการกระทำกันเป็นขบวนการ ทำให้เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ลับ ทั้งที่ กกต.ระบุว่าเป็นความลับ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนทำทำในที่แจ้ง ทั้งการแสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์ในเชิงข้อกฎหมาย และหากมีการกล่าวหาว่าไปร่วมขบวนการกับผู้อื่น ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่แล้วว่าหลายฝ่ายต่างมาตรวจสอบ และเมื่อเกิดเรื่องนี้ ก็ยังไม่ได้พูดคุยกับบุคคลที่มีรายชื่อที่ทาง กกต.แจ้งข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ไปแจ้งความ กกต. ด้วยนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคทำหน้าที่ตรวจสอบ กกต. โดยมองว่าการเลือกใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดซึ่งสามารถระบุรหัสบัตรได้ อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ พรรคประชาชนจึงเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และได้แจ้งความในคดีอาญามาตรา 157 พร้อมย้ำว่า เจตนาหลักไม่ได้ต้องการเปลี่ยนผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่มีเจตนาเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน