นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เดินทางมารายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ที่อาคารรัฐสภา พร้อมให้สัมภาษณ์หลังการรายงานตัวว่า จุดยืนของพรรคไทยภักดีจะอยู่ฝ่ายค้าน เพราะแม้ว่าพรรคไทยภักดีจะได้เข้ารับเลือกเข้ามาเพียงหนึ่งเสียง
แต่หนึ่งเสียงที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแต่เป็นหนึ่งเสียงที่ตัดสินใจยากลำบากมาก เนื่องจากว่ามีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยอยากให้ร่วมรัฐบาล และอีกส่วนหนึ่งก็อยากเห็นตนไปทำงานเป็นผู้ตรวจสอบปราบปรามการทุจริตผ่านกระบวนการรัฐสภา
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนพยายามคิดวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมที่จะได้รับ จึงสรุปว่าถ้าไปร่วมรัฐบาลอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าทำหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือเป็นฝ่ายค้าน เราแค่อาศัยความจริง เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน
เพียงแค่เอาความจริงมานำเสนอให้พี่น้องประชาชน ทุกอย่างก็จะปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองได้ ทำให้ตนได้ข้อสรุปว่าจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโดยจะเป็นฝ่ายค้านผู้รักชาติ
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองตนจะทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด ดังนั้นสิ่งไหนที่รัฐบาลทำแล้วเป็นประโยชน์ของประเทศชาติเราก็จะไม่ค้านไปเรื่อย จะไม่มานั่งหยุมหยิมหรือหาประเด็นเล็กน้อยมาเพื่อสร้างอีเวนต์ แต่จะหาเอกสารหลักฐานในการตรวจสอบ
เพราะตนถือว่าถ้ามีการพัฒนาเกิดขึ้นหรือการกระทำใดที่ไม่สนองประโยชน์ของประชาชนเกิดขึ้น นั่นคือความเสียหายต่อประเทศชาติเราจะทำหน้าที่เหมือนเดิมไปตลอด
ส่วนกรณีก่อนหน้านี้ที่มีการประกาศว่าไม่อยากร่วมรัฐบาลกับทางพรรคเพื่อไทยนั้น นพ.วรงค์ ชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวกันตนเคยหาเสียงไว้ก่อนว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตนจะไม่ร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะไม่ร่วมเช่นเดียวกัน
และเวลาที่เราจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ จะหารือผ่านนายกรัฐมนตรี วันนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ แล้วตนเข้าร่วมได้ แต่ประเมินแล้วว่าหนึ่งเสียงที่เข้าร่วมรัฐบาลจะไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยและพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ
เมื่อถามต่อว่าในช่วงที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยโทรมาประสานติดต่อหรือไม่ นพ.วรงค์ เปิดเผยว่าไม่มีการประสานกันเพียงแต่ว่าตนเองเชื่อว่าถ้ามีความตั้งใจอยากเข้าร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยน่าจะต้อนรับ เพียงแต่ไม่ได้มีการพูดคุยกัน เราก็มีมารยาทในการคุยกัน
การทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าหรือไม่ นพ.วรงค์ เผยว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ต้องการเป็นรัฐบาล การเป็นรัฐบาลมีทรัพยากรเยอะมาก มีศักยภาพ แต่จะได้ประโยชน์แค่ส่วนตัว
แต่การตัดสินใจเพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองนั้นยาก เพราะว่าเพียงหนึ่งเสียงการจะไปจัดการปัญหาการทุจริตในกระทรวงก็ยาก ดังนั้น การเป็นฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบสิ่งที่รัฐบาลกระทำในสิ่งที่มิชอบหรือการทุจริต
ดังนั้น ที่เราตัดสินใจบนพื้นฐานถึงประโยชน์ของส่วนรวมประโยชน์ของแผ่นดินเป็นการตัดสินใจที่วิเคราะห์ว่าเราจะประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน โดยที่ไม่มีผลอย่างอื่น ตนเชื่อว่าจะทำหน้าที่นี้ให้กับพี่น้องประชาชนและสมกับที่พี่น้องประชาชนรอคอยมา 12 ปี
เมื่อถามต่อว่าในตอนนี้เห็นโฉมหน้าของรัฐบาลคร่าว ๆ แล้ว จะเห็นผลงานใดของพรรคไทยภักดีในการตรวจสอบ นพ.วรงค์ เปิดเผยว่า เรื่องแบบนี้ต้องใจเย็น ๆ ตนเองแฟร์กับรัฐบาล ให้รัฐบาลทำงานได้เต็มที่ ตนไม่มานั่งหยุมหยิมกับรัฐบาล เพียงแต่ขอเตือนว่าถ้ามีหลักฐานการทุจริตเกิดขึ้นหรือมีหลักฐานการประพฤติมิชอบเกิดขึ้นเจอกันแน่
และตนเองบอกอยากบอกว่าเราจะทำงานแบบไม่ยั้งมือ คือการตรวจสอบ การตรวจสอบไม่ใช่เพื่อสร้างอีเวนต์ให้เป็นข่าว แต่ทุกอย่างต้องจบที่ ป.ป.ช. หรือศาล ดังนั้น ถ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอาจไม่เห็นบาดแผลอะไรก็ได้ เพราะไม่รู้จะตรวจสอบอะไร แต่ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ตรงไปตรงมา เอื้อประโยชน์ขึ้นมาเมื่อไร เจอกันแน่ในสภา
เมื่อถามถึงการประกาศจุดยืนเป็นฝ่ายค้าน และท่าทีในการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าจะสนับสนุนมติของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามมารยาทของการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แนวทางการลงมติของฝ่ายค้านโดยทั่วไปจะมีอยู่สองลักษณะ คือ การลงมติคัดค้าน หรือการงดออกเสียง
ซึ่งในรายละเอียดตนขอแจ้งท่าทีอีกครั้ง แต่โดยหลักการแล้วฝ่ายค้านไม่ควรลงมติสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล แต่ถ้าหากเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ประเทศชาติ ก็พร้อมพิจารณาเป็นกรณีไป พร้อมฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรพึ่งพาตนเองในการทำงาน แต่หากมีเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็สามารถประสานมาได้ พร้อมให้ความร่วมมือในการทำงานเพื่อส่วนรวม
เมื่อถามถึงการประกาศจุดยืนเป็นฝ่ายค้าน และการทำงานร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะสามารถร่วมมือกันได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ลักษณะการทำงานของฝ่ายค้านมีความแตกต่างจากฝ่ายรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านนโยบายและการตัดสินใจผ่านมติคณะรัฐมนตรี
ขณะที่การทำงานของฝ่ายค้านจะมีลักษณะหลวมกว่า ในทางปฏิบัติแต่ละพรรคสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในประเด็นของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องหารือหรือแบ่งปันประเด็นกันทุกเรื่อง หากมีการประชุมร่วมกันก็เป็นเพียงการหารือเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเท่านั้น
ดังนั้น แม้จะอยู่ในสถานะฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดหรือจับมือกันแน่นเหมือนกับฝ่ายรัฐบาล
เมื่อถามว่ามองว่าฝ่ายค้านจะเข้มแข็งหรือไม่เพราะมีทั้งพรรคประชาชนพรรคประชาธิปัตย์และมีทางด้านพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์เผยว่า “คนอื่นผมไม่รู้นะฮะ แต่ตัวผมเข้มแข็งแน่นอน ผมเชื่อว่าผมสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี”
เมื่อถามต่อว่า 12 ปีที่ได้กลับมารัฐสภาเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าหรือไม่ นพ.วรงค์ เปิดเผยว่า พี่น้องสื่อมวลชนหลายคนก็คุ้นหน้าเหมือนกัน วันนี้ตื่นเต้นที่เดินทางมารัฐสภา ก็ยังหลง ต้องให้ รปภ.เดินมาส่งในจุดนี้ ตนก็คิดว่าน่าจะหลงอีกหลายวัน