“วีระยุทธ” ซัดรัฐบาล อย่าชี้หน้าโทษประชาชนกักตุนน้ำมัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“วีระยุทธ” ซัดรัฐบาล อย่าชี้หน้าโทษประชาชนกักตุนน้ำมัน ลั่นความโกลาหลเกิดจากรัฐบาล

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้อภิปราย ญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมันว่า น้ำมันเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในแต่ละวัน ทั้งไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ และชาวประมง จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะเป็นปากเสียงแทนคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเสนอข้อเสนอไปยังรัฐบาล

น้ำมัน TPTV
“วีระยุทธ” ซัด รัฐบาล อย่าชี้หน้าโทษประชาชนกักตุนน้ำมัน

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ย้ำเตือนให้เห็นว่าชีวิตและปากท้องของคนไทยเกี่ยวพันกับโลกภายนอกอย่างแนบแน่น  ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติถึง 6% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย 60% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น การปิดช่องแคบดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

โดย นายวีระยุทธ อภิปรายว่า การพาประเทศไทยฝ่ากระแสภูมิศาสตร์โลกที่จะปั่นป่วนขึ้นเรื่อยๆ ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงยิ่งกว่าช่วงเวลาปกติ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศจำเป็นต้องตั้งหลักให้มั่นว่า วันนี้ต้องเปลี่ยนโหมดการทำงานจากการใช้กลไกรัฐในการจัดการเลือกตั้งเพื่อบริหารอำนาจ ต้องเปลี่ยนมาบริหารจัดการประเทศในยามวิกฤต ต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ต้องกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญต้องมีความเห็นอกเห็นใจคนไทยที่กำลังเดือดร้อน

ยุทธศาสตร์ระยะกลาง,ระยะยาว อย่างการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการนำเข้าน้ำมันถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องอภิปรายในอนาคต แต่วันนี้ขอเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเสนอให้รัฐบาล เปลี่ยนการทำงาน 3 เรื่องใหญ่ เพื่อกู้วิกฤตพลังงานครั้งนี้

เรื่องที่ 1 รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปกปิดมาเป็นแบบเปิด ทั้งเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล และลงโทษคนผิด อันที่จริงจุดตั้งต้นของรัฐบาลไม่แย่ มีการตั้งวอร์รูมสถานการณ์ตั้งแต่วันแรกๆ ก่อนจะมีคำสั่งจัดตั้ง ศบก. โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้อำนวยการ แต่ก็ทำให้เกิดคำถาม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะ นายพิพัฒน์มีธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทรายใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่สำคัญ ศบก. ทำงานแบบปิดมากเกินไป คือทำงานแบบปิดห้องคุย มากกว่าเปิดรับฟังเสียงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงกว้าง และปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันและความตื่นตระหนก คือ รัฐบาลไม่ได้ตอบในสิ่งที่ประชาชนสงสัยและอยากรู้ ย้ำแต่ว่ามีน้ำมันพอและเยอะที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ประชาชนอยากรู้ว่าทำไมไปปั๊มน้ำมัน แล้วน้ำมันหมด และจะสามารถไปเติมน้ำมันได้ที่ไหน ดังนั้นการจะลดความตื่นตระหนกของประชาชนลงได้ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูล ให้ประชาชนเห็นว่าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านเหลือน้ำมันเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถวางแผนชีวิตในแต่ละวันได้

การทำงานแบบเปิดเท่านั้น ที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสของรัฐบาลว่าไม่ได้อยู่ข้างใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมยังคลางแคลงสงสัย เพราะนายพิพัฒน์ เคยประกาศว่าจะจับไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันแต่เมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมาจากต่างประเทศ ก็เข้ารูปแบบการเมืองแบบเดิม คือเรียกบริษัทใหญ่เข้ามาปิดห้องคุย ก่อนออกมาแถลงว่าไม่มีอะไร จึงขอย้ำอีกครั้งว่าหน้าที่ในการตรวจสอบ และจับกุมไอ้โม่งอยู่ที่รัฐบาล เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลอยู่กับตัว เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีพลังงาน ผอ. และ รอง ผอ. ศบก. ในการแสดงความโปร่งใสเพื่อลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เรื่องที่ 2 ความชัดเจนว่ารัฐบาลจะอุดหนุนน้ำมันต่อหรือไม่ ด้วยหลักการอะไร ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมาจากรัฐบาล ที่ประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน เพิ่มแรงจูงใจในการกักตุนของผู้ขาย ในขณะที่ผู้ซื้อและภาคอุตสาหกรรมก็กังวลว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นจึงต้องเติมน้ำมัน อย่าชี้หน้าโทษประชาชน ความโกลาหลที่เกิดขึ้น เป็นเพราะแนวทางการจัดการราคาน้ำมันของรัฐบาลที่สร้างช่องว่างและช่องโหว่ในระบบ จึงอยากให้รัฐบาลมีบทเรียนและอย่าโทษประชาชน ตอนนี้ต้องตั้งหลักให้มั่นสื่อสารกับสังคมให้ดี ว่าจะใช้หลักการอะไรในการอุดหนุนราคาน้ำมันในอนาคต เช่น การอุดหนุนแบบขั้นบันได หรือ การอุดหนุนแบบเฉพาะจุด นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถปรับภาษีสรรพสามิต และการเก็บภาษีลอยจากโรงกลั่นได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารสถานการณ์เช่นนี้จะต้องรู้ไพ่ทุกใบในมือ เพื่อเลือกเครื่องมือใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ แล้วต้องไม่ลืมสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ

เรื่องที่ 3 การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการ “ธงเขียวพลัส” นำปุ๋ยราคาพิเศษมาขายเป็นการแก้ไขได้ในวงจำกัด เนื่องจากในปีที่แล้ว กรมการค้าภายใน 997,000 กระสอบ หรือประมาณ 5,000,000 กิโลกรัม ในขณะที่เกษตรกรรมในประเทศใช้ปุ๋ย 5,000,000 ตัน/ปี  จึงถือว่าช่วยเหลือได้เพียง 0.1% ของความเดือดร้อน ดังนั้นรัฐบาลต้องกล้าเข้าไปมอนิเตอร์ ดูแลราคาทั้ง Supply chain การผลิตภาคเกษตร ตั้งแต่การนำเข้า การจัดจำหน่าย รวมถึงการเก็บเกี่ยวไม่ให้เกิดการโกงราคา หรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต นอกจากนี้รัฐบาลควรแจกคูปองปุ๋ย ยิงตรงให้เกษตรกร

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ