นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ศาลฎีการับคำร้อง และให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มองว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หรือเป็นเพราะคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็น คืออนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย หนึ่งในนั้นคือกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ และองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคดีนายศักดิ์สยามเอง แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ออกมาให้ความเห็นว่าเคยมีคำวินิจฉัยไปแล้ว เส้นทางมีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. ก็เป็นสิ่งที่สังคมมองเห็นว่า ป.ป.ช. กำลังจะมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่
เมื่อถามว่ายังจะมีการปรับโครงสร้างพรรคเหมือนเดิมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ในวันอาทิตย์นี้ก่อน
เมื่อถามว่าเตรียมแนวทางการสู้คดีไว้อย่างไร นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า คาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในศาลฎีกาฯ อย่างน้อยปลายทางสุดท้าย ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะจบที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม คงต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนมีพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่ต้องขอหมายจากศาล เพื่อเชิญเข้ามา จึงคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี
นายแพทย์วาโย ยังกล่าวว่า คาดว่าจะได้รับความยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอดว่า การไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นไปโดยมิชอบ และไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เนื่องจากบางคนยื่นขอหมายเรียกพยานเพียงครั้งเดียว ป.ป.ช. ก็ยังไม่ออกให้ และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เรียกพยานบุคคลภายนอก จึงเชื่อว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล โดยคำร้องคัดค้านที่ยื่นต่อศาล เพื่อให้วินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ยังคงอยู่ ไม่ได้ถูกยกคำร้อง ซึ่งอาจมีคำสั่งไปพร้อมกับคำพิพากษา
ทั้งนี้ ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำคัดค้านภายใน 14 วัน โดย ป.ป.ช. ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเหตุใดพยานหลักฐานที่ขอไปจึงไม่เกี่ยวข้องกับคดี ขณะที่ สส. ทั้ง 10 คน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ภายใต้เงื่อนไข ซึ่งต้องตีความตามคำร้องและเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบ
นายแพทย์วาโย กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ว่าสามารถทำได้ตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนกรณีนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นคัดค้าน แม้อ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คดีนี้มีคู่ความคือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง
เมื่อถามว่าได้คุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือไม่ นายแพทย์วาโย ระบุว่า “คุณพิธาเขากำลัง… ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” ก่อนจะนิ่งไปสักครู่ โดยกองเชียร์ด้านหน้ากล่าวว่า อินเลิฟ
จากนั้นนายณัฐพงษ์ สะกิดแขนขอตอบแทน ว่าในคดีนี้ได้พูดคุยกับนายพิธา ซึ่งขณะนี้อยู่ต่างประเทศ และยืนยันว่าทุกคนมีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง ส่วนตำแหน่งต่าง ๆ ให้รอที่ประชุมใหญ่วันที่ 26 เมษายนนี้
ยังยืนยันหลักการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านว่า ไม่จำเป็นต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค และได้ยืนยันต่อข้าราชการสภาแล้ว คาดว่ากระบวนการเสนอชื่ออยู่ระหว่างดำเนินการ
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงการสื่อสารกับผู้สนับสนุน ว่า แม้ศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องตระหนักว่ากระบวนการนิติสงครามยังไม่จบ โดยคดีมาตรฐานจริยธรรมครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไข แต่เป็นปฏิกิริยาทางการเมือง
“แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้จากระบอบการเมืองที่กำลังครอบงำประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่ควบคุมองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอร์รัปชัน พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบมาโดยตลอด เราพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านการเมืองสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด” นายณัฐพงษ์ ยังย้ำว่า การทำหน้าที่ฝ่ายค้านยังคงเข้มข้นเช่นเดิม
เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะลดเพดานการเคลื่อนไหวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะไม่มีการลดหรือเพิ่มเพดาน เดินหน้าต่อเช่นเดิม พร้อมใช้อำนาจในฐานะ สส. ขับเคลื่อนทุกเรื่อง
ส่วนทิศทางพรรคหลังจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน และการเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก ต้องเดินหน้าในทุกกระดาน