นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ Low Carbon Cites & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยเบื้องต้นมีแผนเริ่มในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือ บางปู และแหลมฉบัง
แนวทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาตลาดคาร์บอน หรือ Carbon Market Development ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและพลังงาน
เพื่อสร้างระบบนิเวศการเงินคาร์บอน รองรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลักดันประเทศไทยสู่ Net Zero ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050
อย่างไรก็ดี นายวราวุธ ระบุว่า ปัจจุบันภาคเอกชนมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มาก ขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งพัฒนาให้สอดรับ โดยล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าร่วมโครงการนำร่องระบบนิเวศการเงินคาร์บอน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
โครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลก และ EXIM Bank โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังมุ่งวางระบบตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ โดยมีการพัฒนาระบบ Digital MRV สำหรับติดตาม รายงาน และตรวจสอบการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อแปลงผลการลดก๊าซให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
สำหรับผลลัพธ์ที่คาดหวัง ภายใน 10 ปี โครงการจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตราว 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนพลังงานภาครัฐ สร้างงานสีเขียว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
ขณะเดียวกัน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งเข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบสนับสนุนราว 3,500 ล้านบาท โดยใช้รูปแบบธุรกิจผ่านบริษัทจัดการพลังงานที่กู้เงินจาก EXIM Bank และให้หน่วยงานรัฐชำระค่าบริการจากผลประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ สิทธิในคาร์บอนเครดิตจะอยู่กับการ กนอ. และสามารถนำไปซื้อขายได้ทั้งในรูปแบบ Spot และสัญญาล่วงหน้า 10 ปี โดยรายได้จะถูกนำไปต่อยอดการลงทุนในโครงการสีเขียวในอนาคต
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความพร้อมของพื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่ง โดยคาดว่าในระยะยาว จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันบนเวทีโลก ทั้งด้านคาร์บอนเครดิต เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ นายวราวุธ ย้ำว่า แม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ถือเป็นมิติสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ และจะเร่งผลักดันอย่างต่อเนื่อง