นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงแสดงความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางดังกล่าวอย่างกว้างขวางจากหลายฝ่าย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในฝ่ายที่ทักท้วงแนวคิดนี้มาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเตือนตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดเรื่องการกู้เงิน
พร้อมใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับเหตุผล และความจำเป็นในการกู้เงินดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากมีการตราพระราชกำหนดออกมาแล้ว พรรคฝ่ายค้านยังคงเดินหน้าตรวจสอบ ทั้งการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม รวมถึงการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ การออกมาแถลงครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นทางกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงสภาพเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหา และเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการใช้พระราชกำหนดกู้เงิน แต่มองว่ามีแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่าในการช่วยเหลือประชาชนและคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมา การชี้แจงของรัฐบาลมีความสับสนในหลายประเด็น และหลายครั้งใช้เพียงวาทกรรมเปรียบเทียบว่ารัฐบาลในอดีตก็เคยกู้เงินเช่นกัน จึงต้องการชี้แจง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เหตุใดในอดีตรัฐบาลสามารถกู้เงินได้ แต่ครั้งนี้จึงมีผู้คัดค้าน เหตุใดการตราพระราชกำหนดต้องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากไม่มีพระราชกำหนดดังกล่าว รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการอื่นช่วยเหลือประชาชนได้หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตราพระราชกำหนดถือเป็นข้อยกเว้นของระบบถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เพราะโดยหลักการแล้ว การใช้จ่ายเงินของรัฐต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากผู้แทนประชาชนในรัฐสภา แต่พระราชกำหนดเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถกู้เงินและใช้จ่ายได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดจากรัฐสภา จึงจำเป็นต้องมีเงื่อนไขกำกับอย่างเข้มงวดว่า ต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉินและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องเดียวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเป็นคำเฉพาะที่หมายถึงเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจที่เติบโตสูงแต่เกิดจากฟองสบู่หรือหนี้สินเกินตัว ก็อาจถือว่าไม่มีความมั่นคง ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่เติบโตไม่มากแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อระบบการเงินหรือการจ้างงาน ก็อาจถือว่ามีเสถียรภาพได้
นายอภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างการออกพระราชกำหนดกู้เงินในอดีต ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเศรษฐกิจไทยติดลบต่อเนื่องถึง 8 ไตรมาส สถาบันการเงินล้มจำนวนมาก และทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรุนแรง รวมถึงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวกว่า 7.1% ส่งออกและท่องเที่ยวติดลบหนัก จนเสี่ยงต่อการว่างงานจำนวนมาก และวิกฤตโควิด-19 ที่ภาครัฐต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมาตรการสาธารณสุข ทำให้รัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตทั้ง 3 ครั้ง เพราะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.5% การส่งออกเดือนมีนาคมเติบโต 19% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 7.2% ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3.6% และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเป็นบวก ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น จึงตั้งคำถามว่า มีตัวเลขใดที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะไม่มั่นคงจนต้องใช้มาตรการพิเศษระดับพระราชกำหนด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐธรรมนูญจะให้อำนาจรัฐบาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าเรื่องใดเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วน แต่ดุลพินิจดังกล่าวต้องใช้อย่างสุจริต และต้องสอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน หากมีการละเมิด ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับรายละเอียดของแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น นายอภิสิทธิ์ระบุว่า รัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วงเงิน 2 แสนล้านบาทเพื่ออัดฉีดและเยียวยาเศรษฐกิจ และอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง ซึ่งในส่วนของพลังงานนั้น
พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าแทบไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่ได้มีลักษณะเร่งด่วนจนจำเป็นต้องออกเป็นพระราชกำหนด อีกทั้งยังไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริง เพราะยังไม่ได้แก้ปัญหาระบบสายส่งไฟฟ้าหรือทบทวนนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีมาตรการจูงใจอยู่แล้วจำนวนมาก