วันที่ 18 พ.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว
มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320 บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่กลับปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่ง ที่มีนายบุญทรง เป็นผู้ก่อตั้งและมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน และต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 และวันที่ 28 พ.ค. 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 3,4/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2 - 3/2562 เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2562
ว่านายบุญทรง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิด ในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังต่อไปนี้
1. เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท
2. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท
3. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตร จำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท
4. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท
โดยให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็น ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สิน ที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118
ทั้งนี้หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลาสิบปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 125 ด้วย