นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวยืนยันแนวทางการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. เพียง 3 คน จากสิทธิที่สามารถแต่งตั้งได้ 8 คน โดยระบุว่าเป็นแนวทางต้นแบบในการปฏิรูประบบการทำงานของรัฐสภาและลดภาระงบประมาณของประเทศ
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยประกาศเจตนารมณ์ในการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. เพียง 3 คน พร้อมฉีกเอกสารแต่งตั้งผู้ช่วยอีก 5 คนในเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนแนวคิดลดรายจ่ายภาครัฐ แต่ต่อมามีบางกลุ่มนำข้อมูลเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการแต่งตั้งผู้ช่วยมากกว่าที่ประกาศไว้
ทั้งนี้ การออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ เป็นการยืนยันอีกครั้งหลังบัตรประจำตัวผู้ช่วย สส. ทั้ง 3 คนออกอย่างเป็นทางการแล้ว โดยย้ำว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผู้ช่วยเพียง 3 คนยังสามารถสนับสนุนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนว่าการมีผู้ช่วยครบ 8 คนอาจเกินความจำเป็น
นพ.วรงค์ ระบุว่า ผู้ช่วย สส. 1 คน มีเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท การลดจำนวนผู้ช่วยลง 5 คน จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 75,000 บาทต่อเดือน หรือราว 900,000 บาทต่อปี
พร้อมยกตัวอย่างว่า หากสมาชิกรัฐสภาทั้ง 700 คน ทั้ง สส. และ สว. ลดจำนวนผู้ช่วยลงคนละ 5 คน จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 630 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2,520 ล้านบาทตลอดวาระ 4 ปีของสภา
นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศยกเลิกการปรับขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมองว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดภาระงบประมาณของประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญวิกฤตและรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลประชาชน
อีกประเด็นหนึ่งที่ นพ.วรงค์ หยิบยกขึ้นมา คือกรณีกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกจะถูกหักเงินเดือนเดือนละ 3,500 บาท เพื่อรับสิทธิประโยชน์ 5 ด้าน ได้แก่ เงินบำนาญตลอดชีวิต สิทธิรักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ การช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ และเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต
นพ.วรงค์ ยืนยันจุดยืนคัดค้านระบบบำนาญตลอดชีวิตของอดีต สส. และ สว. โดยมองว่าเป็นภาระระยะยาวต่อภาษีประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ ของระเบียบกองทุนดังกล่าว โดยเฉพาะกรณี สส. บัญชีรายชื่อที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่วันก่อนลาออก แต่ยังได้รับสิทธิประโยชน์บางส่วนจากกองทุน แม้ไม่ได้ส่งเงินสะสมเข้ากองทุนก็ตาม
นพ.วรงค์ จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาปรับปรุงระเบียบให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายและลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐ