"สีหศักดิ์" ยันกัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง! ย้ำคุยหลังไร้เหตุยั่วยุชายแดน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"สีหศักดิ์" ยันกัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง! ย้ำคุยหลังไร้เหตุยั่วยุชายแดน พร้อมสั่งเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมพร้อมอพยพคนไทยทันทีหากจำเป็น

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างการประชุมที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ที่ประชุมมีการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไทยยังยึดผลการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศว่า ทั้งสองประเทศจะพูดคุยกันในระดับทวิภาคี และจะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน แล้วจึงค่อยหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้สื่อข่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดังนั้น จะกลับเข้าสู่การหารือเรื่องเขตแดนทางทะเล ที่ไทยเคยเสนอว่าทั้งสองฝ่ายควรพูดคุยกันก่อน แล้วจึงเข้าสู่กลไกต่าง ๆ เพราะหากเริ่มคุยเรื่องเขตแดนทางทะเล ก็อาจพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางบกได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเตรียมการในระดับเทคนิค แต่ในเมื่อกัมพูชาปิดประตูการพูดคุย แล้วไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยไม่ได้มีปัญหา แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกัมพูชาจึงไม่ยอมพูดคุยกับไทยก่อน

"ขอยืนยันว่าไทยไม่ได้ปิดประตูการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชานั่นแหละเป็นคนปิดประตู" นายสีหศักดิ์กล่าว

สำหรับเรื่องเขตแดนทางทะเล ไทยย้ำมาตลอดว่าต้องการมีการเจรจาภายใต้ MOU 2544 แต่ที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น เจตนาของฝ่ายไทยคือต้องการให้มีการเจรจาภายใต้กติกาที่ทั้งสองฝ่ายเคารพร่วมกัน เพราะตอนที่ทำ MOU 2544 กัมพูชายังไม่ได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และในเมื่อตอนนี้กัมพูชาเข้าเป็นภาคีแล้ว เราต่างเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วทำไมไม่ลองเจรจากัน

นายสีหศักดิ์ย้ำว่า หากมีการเจรจาเขตแดนทางทะเล ก็อาจมีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบกและชายแดนในระดับหนึ่งได้ แต่เมื่อไทยเสนอไปแล้ว กัมพูชาไม่ตอบสนอง และต้องการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่ยังมีกระบวนการประนอมโดยสมัครใจอยู่ด้วย จึงถือว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ตัดสินใจไม่เลือกเส้นทางนี้ ซึ่งก็คือการปิดประตูการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศควรมีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก และไม่ควรนำกระบวนการตามอนุสัญญาอันครอสมาเกี่ยวข้องนั้น นายสีหศักดิ์ระบุว่า กระบวนการภายใต้อนุสัญญาอันครอสยังมีช่องทางให้พูดคุยกันได้ ก่อนจะนำไปสู่กลไกอื่น ๆ

กัมพูชาขอให้ไทยเปิดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชากลับไม่ยอมให้มีการพูดคุยในช่องทางภายใต้กระบวนการอันครอส ถือเป็นท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของกัมพูชา พร้อมย้ำว่า ท่าทีของฝ่ายไทยคือต้องการให้มีการพูดคุยทวิภาคี ทั้งเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล

โดยในขณะนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบประธานและกรรมการ JBC ชุดใหม่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคภายในของไทย ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเริ่มการเจรจากับกัมพูชา ย้ำว่าประเด็นนี้เป็นคนละส่วนกัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้สื่อข่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามว่า ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้มีการเจรจาทางบก แต่ยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คนไทยกังวลนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การประชุม JBC เป็นเรื่องการปักปันเขตแดน แต่สถานการณ์ชายแดนเป็นมากกว่าการปักปันเขตแดน เพราะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น ก่อนมีการประชุมเพื่อปักปันเขตแดน จะต้องมีมาตรการที่ทำให้ฝ่ายไทยมีความมั่นใจ หรือมีความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การร่วมกันแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

"เรื่องของคณะ JBC เป็นเรื่องทางเทคนิคในการปักปันเขตแดน แต่สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน จะทำอย่างไรให้ชายแดนของเรามีความมั่นคง มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งถ้ามีอย่างนั้นได้แล้ว การทำงานเรื่องปักปันเขตแดนก็จะมีความคืบหน้าได้ แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เช่น เรื่องทุ่นระเบิด หรือขบวนการสแกมเมอร์ หรือไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ยังมีการยั่วยุกันอยู่ การเจรจา JBC ที่เป็นเรื่องเทคนิคก็จะคืบหน้าได้ยาก" นายสีหศักดิ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การประชุม JBC ไม่ได้แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงสถานการณ์นอกภูมิภาค และการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาเซียนต้องยึดมั่นระเบียบภูมิภาคที่เน้นกติกา โดยกติกาของอาเซียนมีอยู่แล้ว นั่นคือ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากมีประเทศในอาเซียนเป็นภาคีแล้ว ยังมีประเทศนอกภูมิภาคซึ่งเป็นคู่เจรจาเข้าร่วมด้วย ถือเป็นกติกาที่อาเซียนยึดถือร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเรื่องอินโด-แปซิฟิก ซึ่งอาเซียนก็มีแนวทางที่เปิดกว้างและยึดหลักเสรีภาพ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์โลกโดยรวมมีความปั่นป่วน ดังนั้น อาเซียนจะมองแค่ภูมิภาคของเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองไปไกลกว่านั้น แม้อาเซียนจะไม่ใช่ผู้เล่นหลัก แต่ต้องแสดงความห่วงใย และแสดงท่าทีให้ทุกฝ่ายมุ่งหน้าสู่การเจรจา

โดยขณะนี้ มีความกังวลว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ดูเหมือนจะกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ดังนั้น อาเซียนจะอยู่เฉยกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว และต้องแสดงท่าทีด้านความมั่นคงที่ไม่ได้จำกัดแค่ภูมิภาคของเรา โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทุกประเทศเป็นห่วง

สั่งเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมพร้อมอพยพคนไทยทันทีหากจำเป็น

นายสีหศักดิ์กล่าวภายหลังปลัดกระทรวงการต่างประเทศประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังการหยุดยิงสิ้นสุดลงและการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้ง ว่า เป็นการเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ เพราะมีคนไทยอาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งในการปะทะครั้งที่แล้ว ก็ได้มีการอพยพคนไทยออกจากประเทศอิหร่านด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

ขณะที่สถานการณ์ในขณะนี้กลับมาสู้รบกันอีกครั้ง จึงต้องประเมินสถานการณ์ว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยแต่ละแห่งมองสถานการณ์อย่างไร แต่ที่สำคัญคือ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และมีความพร้อมเพียงใด หากต้องอพยพคนไทยอีกครั้ง ซึ่งขอยืนยันว่าเรามีความพร้อม

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้สื่อข่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ต้องไม่ทิ้งให้เมียนมาโดดเดียว

นายสีหศักดิ์ยังเผยถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า วันนี้ ที่ประชุมมีการหารือถึงสถานการณ์ในภูมิภาคและสถานการณ์ของโลก ขณะที่ตนได้กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องมีการยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค ด้วยความที่อาเซียนเป็นแกนกลางของสันติภาพและความมั่นคงของโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มที่ภูมิภาคของเราก่อน

โดยสถานการณ์ในเมียนมายังเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ซึ่งนโยบายของไทยเน้นการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่อยู่ที่ว่าจะนำทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติอย่างไร ซึ่งไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา จึงต้องมองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง แน่นอนว่า ประเทศไทยมีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงชายแดน ซึ่งมีประเด็นต่าง ๆ มากมาย ทั้งการค้าชายแดน ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ

ซึ่งไทยก็ต้องพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาในเรื่องเหล่านี้ โดยไม่ทิ้งฉันทามติของอาเซียน ด้วยการเดินไปอย่างคู่ขนาน คือการพูดคุยกับเมียนมาโดยตรง โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นตัวตั้ง

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเมียนมา ไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของเมียนมาเดินหน้ากระบวนการพูดคุย เดินหน้าสู่สันติภาพและความปรองดอง และไทยก็ได้แสดงความพร้อมอำนวยความสะดวกให้มีการพูดคุย ทั้งที่กรุงเทพฯ และที่พัทยา ระหว่างชนกลุ่มน้อยกับผู้แทนรัฐบาลเมียนมา

แม้ครั้งนี้อาจจะยังพูดคุยกันไม่ได้ แต่ฝ่ายชนกลุ่มน้อยต้องพูดคุยกันเอง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหากจะวัดความคืบหน้าอย่างไรนั้น เมียนมาก็ต้องมีกระบวนการสร้างความปรองดอง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ต้องดูว่ามีความคืบหน้าอะไรบ้าง เช่น การย้ายนางอองซาน ซูจี ออกจากเรือนจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นความคืบหน้า และจะขอให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียน ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ เข้าพบนางอองซาน ซูจี หากรัฐบาลเมียนมายอมให้เข้าพบ ก็ถือเป็นความคืบหน้าได้เช่นกัน

ดังนั้น หากทุกอย่างมีความคืบหน้า อาเซียนก็ต้องสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้าต่อไป การกลับเข้าสู่อาเซียนของเมียนมาอาจไม่เหมือนเดิม แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป หากเห็นว่าเมียนมากำลังเดินไปในทางที่ถูกต้อง และทำได้ตามฉันทามติ 5 ข้อ อาเซียนก็ต้องตอบสนองกลับไปยังเมียนมาด้วย เช่น จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมากลับเข้าสู่การประชุมตามกรอบของอาเซียน

โดยอาเซียนต้องมองสถานการณ์อย่างเป็นจริง และต้องมีตัวชี้วัดว่าอะไรคือความคืบหน้า จะพูดแค่หลักการอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือท่าทีของไทย โดยอาเซียนยังต้องมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ในเมียนมากันต่อไป

นายสีหศักดิ์มองว่า หลายประเทศกำลังไตร่ตรองว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และเริ่มมองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงการลดความรุนแรง การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการสร้างความปรองดอง อะไรคือความคืบหน้า ก็คงต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อถามว่า ประเทศสมาชิกมองอย่างไรที่จะให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทุกคนรู้แล้วว่า เรื่องฉันทามติ 5 ข้อต้องคำนึงถึงบริบทใหม่ แม้เมียนมาจะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ก็ยังพยายามเดินหน้ากระบวนการพูดคุย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเมียนมาต้องทำให้กระบวนการพูดคุยมีความน่าเชื่อถือ

ที่สำคัญ ยังเน้นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยให้รัฐบาลเมียนมาเปิดพื้นที่รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งผู้แทนพิเศษอาเซียนจะไปเยือนเมียนมา เพื่อผลักดันการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ด้วยการนำศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) รวมทั้งบรรดาองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปด้วย หากรัฐบาลเมียนมาเปิดรับให้ความช่วยเหลือเหล่านี้เข้าถึงประชาชน ก็ถือเป็นความคืบหน้า

“การที่จะปล่อยให้เมียนมาโดดเดี่ยวนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะเราไม่ต้องการให้เมียนมาเป็นเวทีของการเข้ามาช่วงชิง หรือแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งเรื่องนี้อาเซียนก็ต้องคำนึงถึงด้วย สิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอคือการใช้ถนนสองเส้นทาง คือไม่ใช่แค่อาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาเพียงอย่างเดียว แต่เมียนมาก็ต้องมีท่าทีตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วย” นายสีหศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่า เมียนมามีท่าทีไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายเมียนมาก็ต้องรับฟัง และขึ้นอยู่ด้วยว่าเมียนมาจะมีข้อเสนออะไรที่ตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนและประชาคมโลก โดยเฉพาะผู้แทนพิเศษอาเซียนที่จะเข้าพบนางอองซาน ซูจี อาเซียนหวังว่าเมียนมาจะตอบสนองข้อเสนอดังกล่าว และหลายประเทศเข้าใจในสิ่งที่ไทยนำเสนอ โดยยืนยันว่าแนวทางนี้ไม่ได้เป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลเมียนมา แต่เป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลเมียนมาเดินหน้าตอบสนองฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และนำไปสู่การปฏิบัติ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ