นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ กฎหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดมีประมาณ 100 กว่าฉบับ โดยข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มให้ชัดเจน เพื่อแยกว่ากฎหมายใดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันมากที่สุด
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางการทำงานครั้งนี้จะไม่จัดทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ เพราะใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ แต่ได้ขอให้ภาคเอกชนระบุให้ชัดเจนว่า กฎหมายมีปัญหาตรงไหน ต้องแก้ไขถ้อยคำใด เมื่อได้ร่างข้อความที่ชัดเจนแล้ว จะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทันที
นายปกรณ์กล่าวว่า หลังรับฟังความคิดเห็นและได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว จะเสนอหลักการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายไปดำเนินการแก้ไขตามระบบ โดยจะเน้นเรื่องที่ทำได้จริงและเกิดผลต่อผู้ประกอบการได้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น
นายปกรณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ให้ทีมงานหารือล่วงหน้ากับภาคเอกชนแล้ว เพื่อพิจารณาว่าข้อเสนอใดเป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีการจัดทำระบบให้เอกชนสามารถใส่ประเด็นเข้าไป และติดตามความคืบหน้าของแต่ละเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงมาก ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกธุรกิจ หากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ควบคู่กัน การแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
"เดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งดำเนินการ เพราะเวลาไม่รอ วาระของรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้" นายปกรณ์กล่าว