วันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลุกขึ้นเสนอวาระว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2569
ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 8/2569 ลงวันที่ 9 ก.ค. 2569 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตามบทบัญญัติมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้การตราพระราชกำหนดกระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชกำหนด รวมถึงสาระสำคัญของพระราชกำหนด ซึ่งกำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
สำหรับเหตุผลและความจำเป็น ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแตกต่างจากวิกฤตการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน อันทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่ได้เกิดการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ ระบบท่อส่งน้ำมันหรือท่อก๊าซ คลังน้ำมันหรือคลังก๊าซ ตลอดจนท่าเรือขนส่งน้ำมันหรือก๊าซ และไม่ได้มีการปิดเส้นทางเดินเรือ
สถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างจากกรณีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติจากความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยความขัดแย้งด้วยอาวุธในตะวันออกกลางในปี 2569 มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งปิดเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก ต้องหยุดชะงัก
ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานของโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตทั่วโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นจึงไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ทัน จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน
ประการที่สอง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ประเทศไทยจึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโครงสร้างการผลิตสินค้า บริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังคงเป็นระบบที่พึ่งพาปิโตรเลียมและใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลัก ขณะที่การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ
เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลน จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ การขนส่ง ภาคการเกษตร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง กล่าวได้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสำคัญอย่างยิ่ง คือ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระลอกเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องหลายระลอก
โดยระลอกแรก คือความตื่นตระหนก ระลอกที่สอง คือราคาพลังงานฟอสซิลที่ปรับตัวสูงขึ้น ระลอกที่สาม คือ ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ระลอกที่สี่ คือค่าครองชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และระลอกที่ห้า คือกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง เนื่องจากรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเสี่ยงด้านการผลิตและการจ้างงาน เกิดแรงบีบสองด้านต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน โดยประชาชนมีรายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า สแตกเฟลชัน ในระยะถัดไป หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข
จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่สถานภาพเดิม หรืออาจไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้
ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 เช่นที่ผ่านมา หากไม่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าว ประเทศไทยก็ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงต่อไป รวมถึงห่วงโซ่อุปทานจากราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่อง
กล่าวได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ซ้อนกันหลายรอบ ซึ่งจำเป็นต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นประการสำคัญในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต รวมถึงจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวเป็นวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด อันเนื่องมาจากความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหามีข้อจำกัดและไม่สามารถดำเนินการได้ทัน หากใช้จากงบประมาณปกติ ขณะที่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ
สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตั้งกรอบไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไข เยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ และค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณ
ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ประกอบกับปัจจุบันยังมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 140,000 ล้านบาท อาทิ ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และความจำเป็นอื่น ๆ ที่เป็นภาระซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปีและมีกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่าย แต่ไม่มีงบประมาณรองรับ
ดังนั้น แม้งบกลางที่คงเหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ขณะเดียวกัน งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้วกว่าสองไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังมีงบประมาณที่ต้องใช้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงคาดว่าจะมีงบประมาณคงเหลือที่จำกัด ซึ่งสามารถนำมาจัดทำพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจ่ายได้ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน
ประกอบกับการจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตการณ์ ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปี 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 2 เดือน อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2569 ได้
ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน
ส่วนการใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ก็ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากงบประมาณปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จึงไม่น่าจะสามารถใช้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
ประกอบกับงบประมาณปี 2570 มีวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งมีความจำเป็นต้องจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิและกฎหมาย รวมถึงรองรับภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางภูมิอากาศและการป้องกันภัยพิบัติ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน การศึกษา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สาธารณสุข ตลอดจนการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
จึงทำให้พื้นที่งบประมาณคงเหลือไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประกอบกับคำของบประมาณรายจ่ายปี 2570 ด้านพลังงาน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานฟอสซิล รวมถึงลดภาระด้านพลังงานทั้งในระดับครัวเรือนและระดับผู้ประกอบการ ซึ่งต้องดำเนินการไปพร้อมกับการช่วยเหลือและเยียวยา
แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบอื่นแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง หากพระราชกำหนดนี้ไม่ถูกตราขึ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อหรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศให้เร็วที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุด โดยเรื่องนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกยังเป็นการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตของประชาชนไปในตัว เพราะทิศทางการพัฒนาของโลกมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
การตราพระราชกำหนดฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2.ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศไทย
ทั้งนี้สำหรับวิธีการดำเนินการมี 3 ประการ ได้แก่ 1.การให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพและการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง 2.การสนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และ 3.การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไป
ในการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงข้อห่วงใยของทุกฝ่ายต่อประเด็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อเป็นกรอบวินัยในการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้
โดยสรุปให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2572 วัตถุประสงค์ในการใช้เงินกู้ให้นำไปใช้จ่ายภายใต้แผนงานหรือโครงการที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชกำหนด ดังนี้
1. เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 รัฐบาลได้เตรียมทุกวิถีทางในการรับมือและจัดการกับผลกระทบภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบประมาณที่มีอยู่ และมาตรการอื่น ๆ ประกอบกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงคาดการณ์ว่าต้องใช้เงินแก้ไขผลกระทบประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งไม่อาจจัดสรรจากงบประมาณตามปกติ หรือการกู้เงินตามกฎหมายที่มีอยู่และใช้บังคับในปัจจุบันได้
ดังนั้น การกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล โดยแนวทางการกู้เงินจะดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการออกตั๋วเงินกู้ หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นและความมั่นใจในการบริหารหนี้สาธารณะ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การกู้เงินของรัฐบาลในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เมื่อรวมกับแผนกู้เงินเดิมที่มีอยู่แล้ว จะไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยประมาณการระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะไม่เกินกรอบร้อยละ 70
สำหรับแนวทางการกู้เงินในขั้นต้น จะพิจารณาจากแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนด้านการชำระหนี้ กระทรวงการคลังได้วางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและดูแลระดับการกู้เงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีความสามารถในการบริหารการชำระหนี้ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนั้น การชำระหนี้จะทำได้ตามกำหนด และยังคงอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปด้วยความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามแผนงานและโครงการที่กำหนดไว้ตามมาตรา 3 รวมทั้งต้องผ่านการกลั่นกรองด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และมีความพร้อมในการปฏิบัติการได้ทันที
รัฐบาลจะใช้หลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Targeted ตรงจุด ใช้เงินให้ตรงกับเป้าหมาย, Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน, Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนที่ช่วยปรับตัว, Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้, Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศไทย
“สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้นับเป็นวิกฤตที่ร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอฝ่ายสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ ได้โปรดร่วมกันพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา ผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับอนาคตของประเทศไทย ต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย