นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แถลงผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 หลังตรวจพบผู้มีคะแนนผิดปกติรวม 5,925 ราย
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หลังตรวจพบกระบวนการทุจริต มี 3 หน่วยงานหลักดำเนินการตรวจสอบคู่ขนานกัน
ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบภาพรวมของคดี ตำรวจสอบสวนกลางที่ตรวจสอบกลุ่มนายหน้าซึ่งอ้างว่าสามารถช่วยให้สอบผ่าน โดยเรียกรับเงินตั้งแต่ 500,000-600,000 บาท และกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบ
กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้อง ก่อนพบว่ามีผู้เข้าสอบบางส่วนถูกแก้ไขคะแนน จากคะแนนจริงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เมื่อประกาศผลกลับมีคะแนนสูงขึ้นจนสอบผ่าน รวมทั้งหมด 5,925 ราย จึงนำไปสู่การทบทวนและประกาศผลคะแนนใหม่
สำหรับผู้ที่มีคะแนนผิดปกติและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว ได้ดำเนินการเพิกถอนตามมติ ก.กลาง โดยส่งข้อมูลไปยัง ก.จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขณะนี้การเพิกถอนดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
ขณะที่การดำเนินคดี นายวรศิษฎ์ยืนยันว่าไม่ได้ยุติลง โดยข้อมูลผู้มีคะแนนผิดปกติทั้งหมดถูกส่งให้ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนผู้รับจ้างจัดสอบ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนแล้ว
ส่วนการเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ แต่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว ขณะนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานด้านกฎหมาย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน
สำหรับสัญญาว่าจ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จัดสอบ มีทั้งหมด 4 งวด โดยจ่ายเงินไปแล้ว 3 งวด เหลืองวดสุดท้ายกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งกรมได้หารือกรมบัญชีกลางและชะลอการจ่ายเงินไว้จนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ พร้อมหารือกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดถึงความรับผิดชอบต่อเงินที่จ่ายไปแล้วใน 3 งวดแรก
นายวรศิษฎ์ ยังกล่าวถึงกรณีผู้ถูกเพิกถอนกลับเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยวิธีจ้างเหมาหรือรูปแบบอื่นว่า กรมไม่มีอำนาจสั่งห้ามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ้างบุคคลใดโดยตรง แต่ผู้ที่ถูกแก้ไขคะแนนถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ ป.ป.ช. ยังไม่ได้สรุปว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมทุจริตหรือไม่
จึงกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอตรวจสอบว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดนำบุคคลกลุ่มดังกล่าวกลับเข้าทำงานหรือไม่ พร้อมรายงานมายังกรม โดยหากพบการจ้างจะขอให้ชะลอไว้ก่อน และหากยังดำเนินการต่อ กรมจะเข้าไปตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการคืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบด้วยความสุจริต แบ่งเป็นผู้ที่สอบได้และได้รับการบรรจุไปแล้ว กับผู้ที่ยังรอเรียกใช้บัญชี ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มได้รับผลกระทบจากผู้ที่ถูกแก้ไขคะแนนแซงลำดับ
กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอ ก.กลาง พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์ เพื่อให้การถ่ายโอนและโอนย้ายดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 ก่อนสำรวจตำแหน่งว่างและเรียกผู้รอใช้บัญชีเข้าบรรจุให้เต็มภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
นายวรศิษฎ์ยืนยันด้วยว่า ไม่มีการจัดสอบใหม่เพื่อทดแทนผู้ถูกเพิกถอน เพราะยังมีผู้สอบผ่านโดยสุจริตและรอใช้บัญชีอยู่ จึงไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้รอการบรรจุเกิดความกังวลหรือเสียขวัญกำลังใจ
ส่วนกรณีนายรังสิมันต์ โรม ระบุในกรรมาธิการกฎหมายฯ ว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงกลุ่มการเมืองและเรียกว่า “อาชญากรรมสีน้ำเงิน” นายวรศิษฎ์ชี้แจงว่า ประเด็นที่มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลใกล้ชิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดต่ออาจารย์รายหนึ่งนั้น ยอมรับว่ามีการติดต่อพูดคุยกันจริง 1 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม การติดต่อดังกล่าวเกิดจากการร้องขอของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ หลัง มศว. เสนอขอปรับแผนจากเดิมที่กำหนดให้มีการตรวจ 10 ศูนย์ เหลือเพียงศูนย์เดียว จึงมีการติดต่อเพื่อชี้แจงว่าไม่สามารถดำเนินการได้ และต้องเป็นไปตามสัญญาที่ลงนามไว้ โดยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรรมาธิการแล้ว
พร้อมยืนยันว่า หากมีหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลใดสามารถส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ทันที และสนับสนุนให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่
ด้านนายนิรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ถือว่าจบเฉพาะขั้นตอนการถอดผู้มีคะแนนไม่ถูกต้องออกจากบัญชี ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการคืนความยุติธรรมให้ผู้สอบโดยสุจริต
ทั้งนี้ การสอบครั้งดังกล่าวมีผู้สมัครเกือบ 400,000 คน เข้าสอบจริงเกือบ 300,000 คน มีรายชื่อในบัญชีประมาณ 50,000 คน และได้รับการบรรจุแล้วประมาณ 15,000 คน จึงมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก การบริหารบัญชีจึงต้องแยกออกจากการดำเนินคดีอาญา
นายวรศิษฎ์ย้ำว่า คำว่า “ปิดจ็อบ” หมายถึงการจัดการบัญชีผู้สอบและการเพิกถอนผู้มีคะแนนผิดปกติ ไม่ได้หมายความว่าการสอบสวนคดีทุจริตสิ้นสุดลง โดย ป.ป.ช. และตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนเพื่อขยายผลไปถึงผู้กระทำผิดและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
“ไม่ว่าจะเป็นใคร หากปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใดก็ตาม” นายวรศิษฎ์กล่าว