นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการเสนอโยกย้ายนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ออกจากกระทรวง แต่จะยังไม่มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ ส่วนจะโยกย้ายนายณัฐพลไปที่หน่วยงานใดขอให้รอดูมติ ครม. เพราะยังไม่มีมติออกมา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ย้ายไปกระทรวงอื่นหรือมาประจำทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ยอมรับว่าย้ายมาทำเนียบรัฐบาล
และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯตำแหน่งใหม่ของนายณัฐพลและประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีไฟเขียวแล้วใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้วและอนุมัติเรียบร้อย
ทั้งนี้ คาดว่านายณัฐพลจะมาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
ต่อมาเมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 8 กันยายน 2569 นายวราวุธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีที่ครม.มีมติรับโอนนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำว่า ครม. ได้มีมติรับโอนนายณัฐพล หลังจากนี้ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้นทนายวราวุธยอมรับ ว่าต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถด้านอุตสาหกรรมพอสมควร และอยากได้คนในขึ้นมาทำหน้าที่ เพราะจะได้รู้จุดอ่อนที่จะมาแก้ไข และสานต่องานอย่างไม่มีรอยต่อ กันและขนาดนี้มีการพิจารณาบุคคลไว้พอสมควรแล้ว หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้คนเก่าพ้นแล้วก็จะเสนอรายชื่อบุคคลใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายกระทรวงพิจารณาแต่งตั้งปลัดกระทรวง ที่มีอายุราชการเหลืออีกนาน ถือเป็นการวางข้าราชการไว้ให้ทำงานต่อใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เป็นการมองที่ความต่อเนื่องในการทำงาน แต่ละกระทรวงวางตัวข้าราชการแตกต่างกันไป โดยนายกฯให้ความสำคัญที่การทำงานให้ต่อเนื่อง เช่น อายุราชการ 1-2 ปี 4 ปี หรือ 6 ปี และหากดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึง 4 ปี ถือว่าเป็นการสานต่อการทำงาน
ส่วนการเข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่เจ็ดที่ผ่านมาได้เสนอชื่อว่าที่ปลัดคนใหม่ให้นายพิจารณาหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การจัดตั้งคนใหม่ต้องให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้คนเดิมพ้นไปก่อน
ล้างบางขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเถื่อน เพิ่มโทษถึงที่สุด
นายวราวุธ เปิดเผยว่าได้สั่งยกระดับการปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และจังหวัดปราจีนบุรี หลังพบลักษณะการกระทำผิดเป็นเครือข่าย กระทบสุขอนามัยประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดและใช้อำนาจตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ได้มอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเชิงรับ เป็นการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก สนธิกำลังร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กรมควบคุมมลพิษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โกดังเช่า และพื้นที่ร้าง โดยเฉพาะในอีอีซีและพื้นที่ข้างเคียง หากพบการกระทำผิดให้ใช้กฎหมายขั้นสูงสุด
"กระทรวงจะดำเนินการเด็ดขาด ทั้งสั่งหยุดประกอบกิจการ ปรับปรุงแก้ไข หรือปิดโรงงาน พร้อมดำเนินคดีอาญาและฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบค่าจัดการและฟื้นฟูกากอุตสาหกรรมเต็มจำนวนตามกฎหมาย โดยให้ กรอ.เร่งปรับปรุงกฎหมายโรงงาน เพิ่มบทลงโทษทางอาญาและอัตราโทษปรับให้สูงขึ้น ไม่ให้ผู้ประกอบการมองว่าการทำผิดเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะเสี่ยง พร้อมบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายรับผิดชอบตามกฎหมายจนกว่ากากจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้อง" นายวราวุธ กล่าว
กระทรวงยังร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายวัตถุอันตราย เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด
ด้านการควบคุมด้วยเทคโนโลยี กรอ.บังคับใช้ระบบ E-Manifest ควบคู่ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกคันแบบเรียลไทม์ และเร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนทันที หากรถเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางหรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง ช่วยสกัดการลักลอบทิ้งระหว่างทางและติดตามกากตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเปลี่ยนมุมมองจากขยะ เป็นทรัพยากรผ่านกรอบหลักเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย เพื่อผลักดันกากอุตสาหกรรมที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
กระทรวงเปิดศูนย์รับแจ้งเหตุและเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1564 และสร้างเครือข่ายประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตควบคู่กับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน