นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ของ กกต. ในการพิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกา วันที่ 14 ก.ย. ว่า กกต.ควรใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาสำนวนให้รอบคอบที่สุด แม้จะมีการสรุปกับผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรดูแต่ละกรณีว่าเป็นอย่างไร และเท่าที่ตนเองประเมินจากการที่ได้เห็นรายละเอียดจากมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26
และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 และความเห็นของเลขาธิการ กกต.
ซึ่งเชื่อว่าแนวโน้มในวันดังกล่าวจะมีการส่งเรื่องฟ้องไปยังศาลฎีกาเฉพาะ สว. จำนวนหนึ่ง และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เป็นบุคคลธรรมดาจำนวนหนึ่ง แต่คงไม่มีการฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรค แม้แต่รายเดียว ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นภัยจะกลับมาที่ กกต.
ส่วนเหตุผลที่ตนเองเชื่อว่า กกต.จะไม่ส่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 21 คนนั้น เพราะหากดูจากมติของคณะฯ ชุดที่ 26 ทั้ง 21 คน ทั้ง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค ผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงชั้นความเห็นเลขาธิการฯ ก็ยกคำร้องหมดทั้ง 21 คน ซึ่งส่วนของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะยกคำร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คน ตนเองจึงอยากแนะนำ กกต. ในฐานะที่เคยทำงานที่นี่มาก่อน ขอให้ดูให้ดี ถ้าจะยกบางคนไม่มีปัญหา แต่อยากให้ดูคนที่มีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องแน่ ดังนั้นอยากให้ทำงานให้ละเอียดรอบคอบและชี้แจงต่อประชาชนได้
ส่วนจะแจ้ง ม.157 หรือไม่ นายสมชัยบอกว่า มีคนเตรียมแจ้งอยู่จำนวนมากแล้ว และเชื่อว่าคนที่มีเอกสารการประชุมมีมากกว่า 100 คน ไม่ใช่แค่ตนเองที่มีคนเดียว
ส่วนกรณีที่หากมี สว. บางคนอ้างว่า ไม่ได้เห็น ไม่ได้อยากเป็น สว. แต่มีคนช่วยนั้น นายสมชัยมองว่าเป็นการตีกรอบของคณะชุดที่ 36 ซึ่งเป็นการตีกรอบตีความที่ผิดไปจากกฎหมาย หาก กกต.ยึดแนวทางนี้ ก็จะต้องรับผิดชอบ และคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ลงมติก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ส่วนกรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เตรียมที่จะจัดการชุมนุม หากมติของการสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เป็นไปตามคณะชุดที่ 36 นั้น นายสมชัย ระบุว่า ก็ขึ้นอยู่กับมวลชนว่าถึงคราวจำเป็นหรือไม่ แต่ตนเองไม่ได้สนับสนุนให้มาลงถนน เพราะอาจจะเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าหากอยู่ในขอบเขต ไม่ได้เป็นการชุมนุมเคลื่อนไหว มีเวที มีเครื่องเสียง แต่ทำภายใต้กรอบของกฎหมาย ทำโดยสงบที่สุดน่าจะดีกว่า อย่างการเคลื่อนไหวของไอลอว์ที่จะเดินขบวนในวันที่ 13 ก.ย. จากลาดพร้าวมามาบุญครอง ก็เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบของภาคประชาชน ซึ่งตนเองก็จะไปเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวด้วย เพราะจะเป็นแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง