นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.
นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า
แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานเพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม
แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่าประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
“ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว. ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต. อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
“วันที่ 14 กันยายนนี้ต้องจับตา ถ้า กกต. มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยีและ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง
นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของตนไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดความรุนแรง แต่ต้องการใช้พลังของประชาชนกดดันให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจหยุดการกระทำที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยเชื่อว่าหากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจการบริหารประเทศ ก็สามารถแสดงออกผ่านการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ พร้อมประกาศว่า ตนจะเดินทางไปพบประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเปิดประเด็นปัญหาและอธิบายข้อมูลที่ตนมี โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากหรือน้อย เพราะมองว่าหน้าที่ของตนคือการนำเสนอข้อมูลและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพื่อขอให้ดำเนินการเนรเทศบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทย และหลังจากนั้นจะจับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว
“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย
นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้
“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”