กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมแกนนำ เดินทางไปที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ยื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. พร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยกับมติ กกต. ที่ชี้มูลผู้เกี่ยวข้องเพียง 77 คน ในคดีฮั้ว สว. โดยนายสนธิ ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ และเรียกร้องให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และกล้าหาญ
มวลชนกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล,นายนิติธร ล้ำเหลือ,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และนายพิชิต ไชยมงคล เป็นแกนนำได้รวมตัวกันบริเวณหน้าทางเข้าประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี ซึ่งเป็นประตูทางเข้าใกล้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการโบกธงชาติเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเข้ายื่นหนังสือถึง กกต. ให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ขณะที่ นายสนธิ เปิดเผยว่าไม่เห็นด้วยกับการชี้มูลของ กกต. เนื่องจากเห็นว่าความเห็นของกรรมการ 2 เสียง มีหลักฐานและวิธีการนำเสนอที่มีน้ำหนักมากกว่าความเห็น 5 เสียง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ประธาน กกต. ไม่พิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ซึ่งหากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการต่อและส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยย้ำว่าต้องการเห็น กกต. มีความเป็นอิสระ
นายสนธิ ระบุว่า ใน กกต. 5 คน ที่ลงคะแนนมี 4 คน ที่ได้รับเลือกจาก สว. ชุดที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว จึงทำให้ตนไม่มีความเชื่อถือในกรรมการทั้ง 4 คน และมองว่าหาก กกต. ชี้มูลอย่างถูกต้อง ผลควรเป็น 7 ต่อ 0 ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 พร้อมระบุว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ต้องการเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้ประชาชนเห็นว่า หากองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็อาจสะท้อนว่าองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. และ ป.ป.ช. ถูกการเมืองครอบงำ
ส่วนกรณีหากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ นายสนธิ กล่าวว่า พรรคสีน้ำเงินมีเงินมากกว่าประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงเงินส่วนต่างราคาน้ำมัน 19,000 ล้านบาทที่ยังไม่มีคำตอบ โดยกล่าวอ้างว่าเงินดังกล่าวอาจอยู่ในกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันมองว่า กกต. เป็นพวกของฝ่ายดังกล่าว และยังมี สว. อยู่ ทำให้ไม่ว่าจะยุบสภาและเลือกตั้งกี่ครั้ง ก็อาจกลับเข้าสู่วงจรเดิม
นายสนธิยังกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระว่า หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการชี้มูลและต้องร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หากผู้ตรวจการแผ่นดินต้องผ่านการเลือกจาก สว. ก็อาจทำให้ฝ่ายการเมืองเลือกบุคคลของตัวเองได้ และกระทบต่อการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ขณะเดียวกัน หากถูกชี้มูลทุจริตและส่งให้ ป.ป.ช. ก็อาจเกิดสิ่งที่ นายสนธิเรียกว่า “ฟอกขาว” พร้อมยกกรณี นายศักดิ์สยาม เป็นตัวอย่าง โดยเรียกร้องให้องค์กรอิสระกลับมาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และกล้าหาญ เพื่อให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมกลับคืนมา
กรณี กกต. ใช้ดุลพินิจส่งดำเนินคดีเพียง 77 คน นายสนธิ ระบุว่า “ฟังไม่ขึ้น” โดยกล่าวหาว่ามีการบิดเบือนข้อมูลจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และชุดที่ 36 พร้อมกล่าวถึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบในชุดที่ 36 และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี DSI โดย นายสนธิ กล่าวหาว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการให้รางวัล และอ้างว่า ร.ต.อ.ปิยะ ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญหลายด้าน
นายสนธิยังกล่าวถึงคดีอั้งยี่และซ่องโจรที่อยู่ใน DSI โดยอ้างว่า หลังไม่สามารถควบคุม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI คนเดิมได้ จึงมีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งนายสนธิ กล่าวหาว่าสามารถสั่งการได้ พร้อมระบุว่าเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองไปคุมในแต่ละจุด และตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
นายสนธิ ยังอ้างถึงผลสำรวจนิด้าโพล หลัง กกต. มีมติชี้มูล โดยระบุว่าประชาชนมากกว่า 70% ไม่เห็นด้วยกับ กกต. และมองว่าประเด็นการแต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม
ส่วนสถานการณ์วันที่ 28 กันยายน นายสนธิ ระบุว่าไม่กล้าคาดเดาว่าจะมีการชุมนุมใหญ่หรือไม่ แต่ไม่ไว้วางใจสถานการณ์ และหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะมองว่าอาจกลับเข้าสู่วงจรเดิม โดยมีทั้งเรื่องเงินส่วนต่างน้ำมัน 19,000 ล้านบาท การพึ่งพา กกต. ชุดเดิม และหากมีการชี้มูลฝ่ายการเมืองก็ยังมี ป.ป.ช. ที่นายสนธิตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำหน้าที่ “ฟอกขาว” ได้
ส่วนการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ นายสนธิระบุว่าเตรียมเดินทางไปหาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนจากสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนครศรีธรรมราชเข้าร่วมจำนวนมาก โดยต้องการไปให้ความรู้ประชาชน ตั้งคำถามถึงเงิน 500–1,000 บาทที่ประชาชนได้รับจากการซื้อเสียง และชี้ว่าเงินดังกล่าวหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ประเทศได้รับคือผู้มีอำนาจที่เข้ามาปกครองด้วยเงินซื้อเสียง พร้อมตั้งคำถามว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีหลักนิติรัฐและนิติธรรมหรือไม่ รวมถึงชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันยังอยู่ในระดับสูง
นายสนธิย้ำว่า เป้าหมายของตนไม่ใช่การล้มฝ่ายใด แต่ต้องการให้ความรู้และปลูกฝังให้ประชาชนเห็นว่าตัวประชาชนเองมีพลัง และสามารถใช้พลังเพื่อทำให้สิ่งที่ผิดกลับมาถูกต้อง พร้อมกล่าวว่า แม้ประชาชนจำเป็นต้องรับเงินจากนักการเมือง ก็ไม่ควรลงคะแนนให้ และต้องการให้ประชาชนไม่ยอมแพ้ต่อการเมือง พร้อมกล่าวหาว่านักการเมืองเป็นผู้บ่อนทำลายประเทศ