นายสนธิ ลิ้มทองกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ,นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา“ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยเห็นว่า แม้ กกต. จะมีมติในประเด็นการทุจริตเลือก สว. แล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อระบบการถ่วงดุลและตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
โดย นายปานเทพ ระบุว่า กกต. ควรพิจารณาการใช้มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 226 หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยตั้งคำถามต่อการที่ กกต. เปลี่ยนมติจากคำให้การของพยาน 3 ปาก โดยอ้างว่าไม่มีการไต่สวนหรือเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
พร้อมตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า หากคำให้การก่อนหน้านี้ของพยานทั้ง 3 ปากเป็นเท็จ กกต. หรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการทางกฎหมายกับพยานเหล่านี้หรือไม่ และย้ำว่าผู้ที่ทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดหรือกลุ่มใด ควรถูกดำเนินการโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ขณะที่นายสนธิ ระบุว่า สิ่งที่กำลังต่อสู้คือประเทศไทยที่ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของ กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ว่าอาจถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สว. ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้ง มีส่วนในการเลือกกรรมการองค์กรอิสระหลายแห่ง โดยยกตัวอย่างว่า กกต. 4 คน และ ป.ป.ช. 4 คน ผ่านการเลือกจาก สว. ชุดดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากองค์กรอิสระถูกควบคุมโดยฝ่ายการเมือง อาจส่งผลต่อกระบวนการตรวจสอบในอนาคต
นายสนธิ กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช. ที่มีมติในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดย นายสนธิ ใช้คำว่า “ฟอกขาว” และตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระขององค์กร รวมถึงการทำหน้าที่ของบุคคลที่มาจากฝ่ายตุลาการ โดยระบุว่าการกระทำของบุคคลเหล่านี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
นายสนธิ ยังพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าพยายามสร้างอิทธิพลเหนือโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระพร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โดยอ้างว่า ร้อยตำรวจเอกปิยะเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่พิจารณาเรื่องการเลือก สว. และตั้งคำถามถึงการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. รวมถึงข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
ซึ่งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง โดยย้ำว่าไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย แต่ต้องการเห็นผู้มีอำนาจยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม มีความซื่อสัตย์ และทำงานโดยไม่มีผลประโยชน์เบื้องหน้าเบื้องหลัง โดยนายสนธิ ยังเชื่อว่าพลังประชาชนสามารถใช้กดดันรัฐบาลให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้
นายสนธิย้ำว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัด แต่สิ่งที่ขาดคือความกล้าหาญ จึงตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหว โดยยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยหลักศีลธรรมและใช้พลังประชาชนตรวจสอบผู้มีอำนาจ พร้อมตั้งคำถามว่า หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ภายใต้ กกต. ชุดเดิม และกระบวนการตรวจสอบยังอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิม ประชาชนจะมีช่องทางตรวจสอบและเรียกร้องความเป็นธรรมได้อย่างไร
ทั้งนี้กลุ่มทวงคืนประเทศไทย จะร่วมติดตามและตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. โดยนัดหมายวันที่ 25 กันยายน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. อาคารศูนย์ราชการ เพื่อยื่นหนังสือและลงชื่อเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย