นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม บ้าพลังช่วยด้วย” เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายเสียงข้างมาก กรณีการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
การเดินทางมาครั้งนี้ นายษิทรามาในลุคเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงิน พร้อมติดหนวดแบบใหม่ โดยระบุว่าอยากเป็น “สว.สีน้ำเงิน” พร้อมกล่าวเชิงเสียดสีว่า “จะได้ถอดสมองมาแล้วก็เข้าสภาได้เลย”
นอกจากนี้ นายษิทรายังโหนอยู่ด้านนอกรถกระบะ พร้อมถือโทรศัพท์ทำท่าไลฟ์ทำคอนเทนต์ โดยระบุว่าเป็นการล้อเลียน “กัน จอมพลัง” หลังช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวเคลื่อนไหวร้องเรียนให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบการระดมทุนของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้
นายษิทรา ระบุว่า วันนี้เดินทางมาในฐานะผู้เสียหาย เนื่องจากเป็น สว.สำรอง กลุ่ม 17 ลำดับที่ 4 โดยที่ผ่านมาคาดหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว. เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานหลายส่วนปรากฏออกมา แต่ท้ายที่สุด กกต.เสียงข้างมากมีมติในอีกแนวทางหนึ่ง จึงเดินทางมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ กกต.เสียงข้างมาก ในฐานความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นายษิทรา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ติดภารกิจร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีมูลนิธิกันจอมพลังฯ ซึ่งเรียกว่าเป็น “ภารกิจพิชิตปลาสลิด” แต่ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวคดีฮั้ว สว.มาโดยตลอด รวมถึงข้อมูลจาก iLaw และกลุ่มต่าง ๆ ที่นำหลักฐานออกมาเปิดเผย ตลอดจนความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไปได้
ส่วนสาเหตุที่เลือกเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม แทนการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายษิทราให้เหตุผลว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระที่มีกระบวนการสรรหาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวข้องกับวุฒิสภาเช่นเดียวกัน
สำหรับหลักฐานที่นำมามอบให้พนักงานสอบสวน มีทั้งเอกสารและการอ้างพยานบุคคล 4 คน ประกอบด้วย กกต.เสียงข้างน้อย รวมถึง ร.ต.อ.ชนินทร์ รองเลขาธิการ กกต. และประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งมีความเห็นเสนอให้ กกต.ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 ราย ตลอดจนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ขณะที่หลักฐานเอกสารมีข้อมูลจากสำนวนการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมอยู่ด้วย
นายษิทรายืนยันว่า ตนถือเป็นผู้เสียหายโดยตรง เนื่องจากมีสถานะเป็น สว.สำรอง จึงเห็นว่ามีอำนาจร้องทุกข์และดำเนินคดีกับ กกต.เสียงข้างมากได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจุบันนายษิทราขาดคุณสมบัติการเป็น สว.แล้วหรือไม่ เนื่องจากถูกดำเนินคดีและเคยถูกคุมขัง นายษิทรายืนยันว่า ยังไม่ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี โดยถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
นายษิทรากล่าวติดตลกว่า หากมีการดำเนินคดีกับ สว.จนพ้นตำแหน่ง 4-5 คน หรือดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย ตนก็อาจมีโอกาสได้ขึ้นเป็น “สว.สีน้ำเงิน” แต่ท้ายที่สุดอาจเลือกเป็น “สว.สีอื่น” เพราะถึงเวลานั้น “สว.สีน้ำเงินอาจจะไม่เท่แล้ว”
ส่วนกรณีสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.และคดีฟอกเงินที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของ DSI ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI คนใหม่ นายษิทราแสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินคดี พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทในอดีตของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของนายษิทรา ซึ่งยังต้องติดตามการดำเนินการของ DSI ต่อไป
นายษิทรายังกล่าวถึงการโหนอยู่ด้านนอกรถกระบะขณะเดินทางมาถึงกองปราบว่า ต้องการล้อเลียนภาพการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน โดยกล่าวติดตลกว่า หากอยู่นอกรถ เมื่อพบคนเดือดร้อนก็สามารถกระโดดลงไปช่วยเหลือได้ทันที
เมื่อถูกถามว่าช่วงนี้เดินสายร้องเรียนหลายเรื่องจนถูกมองว่าเป็น “นักร้องเรียน” นายษิทรากล่าวว่า ที่จริงร้องเรียนมานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ “แสงยังไม่ถึง แสงไม่จ้าขนาดนี้” พร้อมระบุว่า หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีเรื่องใดให้ดำเนินการต่อในช่วงที่ได้รับการประกันตัว โดยตั้งใจจะใช้เวลาทำสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ส่วนการกลับมายังกองบังคับการปราบปราม นายษิทรากล่าวติดตลกว่า รู้สึกเหมือน “กลับบ้าน” เพราะเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเคยถูกควบคุมตัวอยู่ที่นี่ 1 คืน พร้อมแซวว่าบริเวณดังกล่าวมีรั้วรอบขอบชิดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ “ขอไม่นอนที่นี่อีกดีกว่า”
ทั้งนี้ นายษิทราระบุว่า ในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของคนตาบอดและคนพิการต่อไป