คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนด ลงมติชี้ขาดว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีการโกงเลือก สว. หรือ คดีฮั้ว สว. หรือไม่ ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยมี กกต.ทั้ง 7 คน ประชุมร่วมกันตั้งแต่เวลา 10.00 น. เพื่อดำเนินการลงมติ ก่อนจะมีการแถลงผลการพิจารณาและผลการลงมติ ในเวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
โดยมีการจับตาว่า กกต. จะเลือกใช้ความเห็นใด ระหว่างความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐาน เอกสาร และสอบปากคำพยานกว่า 700 ปาก จนสรุปสำนวนเห็นว่ามีมูลความผิดผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน หรืออาจจะเลือกใช้ความเห็นของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ซึ่งเป็นคณะที่ถูกแต่งตั้งขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาสำนวนดังกล่าว ที่เห็นว่าไม่มีมูล ยกคำร้อง และไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน
โดยบรรยากาศหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง หรือ สว. สำรอง กลุ่มมวลชน และภาคประชาชน ทยอยเข้ามาปักหลักติดตามผลการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยเฉพาะประเด็นการตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ กกต. 4 คน ที่ได้รับแต่งตั้งมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งทางกลุ่มผู้ร้องเรียนระบุว่า หากมติ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาครบตามสำนวนทั้ง 229 คน จะนำหลักฐานไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา
ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยวันนี้เป็นไปอย่างเข้มงวดและสูงสุด โดยสำนักงาน กกต. ได้ประสานงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 หรือ บก.น.2 และ สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง จัดกำลังเจ้าหน้าที่ 1 กองร้อย เข้ามาดูแลความปลอดภัยรอบพื้นที่อาคาร โดยมีการนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้มวลชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปภายในตัวอาคารสำนักงานฯ โดยเด็ดขาด และไม่อนุญาตให้ใช้เสียงหรือชุมนุมในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต
กกต.แจงเหตุยกข้อกล่าวหา 1-2 ชี้พยานรหัส 16/26 ไม่น่าเชื่อถือ เส้นเงินไม่พบผิดปกติ
กกต. วันนี้ (14 ก.ย.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงเหตุผลในการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ยืนยันว่า พยานรหัส 16/26 ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
นายณรงค์ ระบุว่า จากการพิจารณาพยานหลักฐาน เห็นว่าพยานบางปากมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว พร้อมระบุว่า ตนเองเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ
สำหรับพยานรหัส 16/26 นายณรงค์ระบุว่า หากตรวจสอบประวัติจะพบว่าเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการยักยอกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงต้องนำประวัติและความน่าเชื่อถือมาประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
นายณรงค์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด
ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมน หลังการเลือก สว. มีพยานกล่าวถึงการพบ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
นายณรงค์ ย้ำว่า หลักสำคัญในการพิจารณาของตน คือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก และใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าไม่สามารถตอบแทนกรรมการการเลือกตั้งคนอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต. ทุกคนจะใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. โดยยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บุคคลกลุ่มนี้ยังอาจถูกพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่นที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง หรือการจัดทำโพยและการดำเนินการในลักษณะอื่น จึงเป็นเหตุให้ สว. กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ถูก กกต. มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจมีประเด็นดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป
iLaw โต้ กกต. ปมคดีฮั้ว สว. ยังไม่ถึงตัวการใหญ่ เตรียมเปิดข้อมูลสำนวน
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw แถลงภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติในคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยระบุว่า iLaw ติดตามกระบวนการเลือก สว. มาตั้งแต่ต้น และพบพฤติการณ์ผิดปกติหลายประการ
นายยิ่งชีพ ระบุว่า ในช่วงกระบวนการเลือก สว. พบผู้สมัครจำนวนมากสวมเสื้อสีเหลืองเหมือนกัน มีโพยหมายเลขผู้สมัคร รวมถึงพบรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีกระบวนการจัดตั้งผู้สมัครจำนวนมาก เพื่อเลือกบุคคลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
จากการติดตามพยานหลักฐาน ยังพบข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้ง สส. อดีตผู้สมัคร สส. ผู้ช่วย สส. รวมถึงญาติและบุคคลในครอบครัว โดยมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการจัดหาผู้สมัคร การโอนเงิน และการนัดรวมกลุ่มกันตามสถานที่ต่าง ๆ
ส่วนกรณีที่ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องผู้บริหารพรรคการเมือง นายยิ่งชีพ กล่าวว่า รู้สึกโกรธ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะผลที่ออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย
อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพมองว่า การที่ กกต. มีมติส่งฟ้อง สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 26 คน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน สะท้อนว่า กกต. เห็นว่ามีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริตในการเลือก สว. ปี 2567 แต่การดำเนินคดียังไม่ครอบคลุมถึงบุคคลที่ iLaw มองว่าอาจอยู่เบื้องหลังกระบวนการดังกล่าว
สำหรับ สว. 26 คนที่ถูกส่งฟ้อง ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีใครบ้าง แต่จากการติดตามข้อมูล นายยิ่งชีพประเมินว่า บุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาจมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ การที่บุคคลอื่นไม่ได้ถูกดำเนินคดี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสรุปได้ทันทีว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำผิดหรือไม่ได้กระทำผิด แต่อาจเป็นเพราะยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อมโยงถึงตัวบุคคล หรืออาจมีข้อจำกัดในการตรวจสอบจนไม่พบความเชื่อมโยง
ด้าน น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร ทีมงาน iLaw ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. กำลังวางบทบาทเสมือนศาล หลังประเมินว่าพยานบางรายไม่น่าเชื่อถือ และไม่พบหลักฐานเพิ่มเติม จนนำไปสู่การไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน
น.ส.บุณยนุช มองว่า หากยังพบว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ กกต. ควรแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่การวินิจฉัยน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ควรเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
นอกจากนี้ iLaw ระบุว่า จากการตรวจสอบเอกสารพบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงการติดต่อระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ กับนายเอกราช ขณะที่อยู่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดย iLaw เตรียมเผยแพร่คำให้การของนายเอกราชทั้งหมดผ่านเพจ iLaw ในเวลา 20.00 น. วันนี้
นายยิ่งชีพ ยืนยันว่า การสืบสวนสอบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของ กกต. หากเห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ ก็ควรแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ใช่ยุติการดำเนินคดี และหากภายหลังพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้
ส่วนท่าทีหลังจากนี้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ นายยิ่งชีพ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายหรือจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวใด ๆ โดยขอฟังเสียงและท่าทีของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวก่อน
ประธาน กกต. แจงยิบยกคำร้อง 21 กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอด!
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กล่าวชี้แจงถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลย ว่า มีพยานปากสำคัญ 3 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย (กก.บห.พรรคภูมิใจไทย) การเตรียมการหรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นความจริง
“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของพยานรหัส 16/26 พบว่า เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริยธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมือง จนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1” นายณรงค์ กล่าว
ประธาน กกต. ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้พบว่ามีการโทรหากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมือง เมื่อได้รับเลือกเป็น สว. ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ
ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว. เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
"ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต. ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ตนไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่เชื่อมั่นว่า กกต. เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด" นายณรงค์ กล่าว
เมื่อถามว่า การที่ กกต. ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว
ซึ่งที่ผ่านมา กกต. และ DSI ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา
"มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต. แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต. แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตนเองได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง" ประธาน กกต. ระบุ
ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของ DSI ในคดีอั้งยี่-ซ่องโจรอ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต. ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของ DSI ได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจาก DSI โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทาง กกต. ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จาก DSI มาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
“ณรงค์” โต้ “อดีต กกต.” เคยอยู่บ้านเดียวกัน ควรรักษาบ้านเดิม
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวยืนยันถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า การเข้ามาทำหน้าที่ กกต. ไม่มีสิ่งใดเป็นเกราะป้องกันตัวเอง สิ่งที่จะป้องกันได้คือ การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมสามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่า เหตุผลและพยานหลักฐานที่นำมาประกอบการพิจารณามีความชัดเจนหรือไม่
นายณรงค์ ระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าการทำงานของ กกต. มีความชัดเจน จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการติดตามการทำงาน พร้อมยืนยันว่า กกต. ไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดนอกลู่นอกทาง หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย
โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี 14 วัน ได้พยายามพัฒนาองค์กร ขณะที่กรรมการการเลือกตั้งหลายคนที่เข้ามาใหม่ รวมถึงนายณรงค์ รักร้อย ต่างทุ่มเททำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
นายณรงค์ยอมรับว่า แต่ละคนอาจมีมุมมองต่อการทำงานของ กกต. แตกต่างกันได้ พร้อมขอโอกาสจากสังคม และขอให้ติดตามการทำงานของ กกต. ในระยะยาว
ส่วนกรณีผู้ถูกร้อง 77 คน ที่ กกต. มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา นายณรงค์ระบุว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อ เพื่อให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบผล และเตรียมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการของศาล รวมถึงจัดทำคำชี้แจงและต่อสู้คดีตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ นายณรงค์ย้ำว่า การที่ กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องทั้ง 77 คนกระทำความผิด แต่เป็นการส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อไป
ส่วนกรณีอดีต กกต. บางรายออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้นำสังคมเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ชุดปัจจุบัน นายณรงค์กล่าวว่า เมื่อคนเหล่านั้นเคยอยู่ใน “บ้าน” กกต. เดียวกัน หากเห็นว่ามีสิ่งใดผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด และสิ่งใดถูกก็ต้องว่ากันไปตามถูก
พร้อมกล่าวว่า “เมื่อเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมไม่รักษาบ้านเดิมของท่านบ้าง”
กกต.ชี้ขาดคดีโกงเลือก สว. ส่งศาลฎีกาฯ ฟัน 77 คน “26 สว.” โดนด้วย แต่ไร้ชื่อ “นักการเมือง-สส.-กก.บห.พรรค” แม้แต่รายเดียว
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยที่ประชุม กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องรวม 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน หลังพิจารณาสำนวนที่มีเอกสารรวมกว่า 75,722 หน้า
สำหรับผู้ที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 77 คน แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะยื่นคำร้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. ซึ่งไม่ใช่ สว. หรือบุคคลในบัญชีสำรอง 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน ขณะที่ไม่มี สว.สำรอง กรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกยื่นคำร้องในครั้งนี้
การเลือก สว. ครั้งนี้เริ่มขึ้นภายหลังพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ก่อนที่ กกต. จะกำหนดวันรับสมัครระหว่างวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2567 และจัดการเลือกทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
ระบบการเลือกครั้งนี้เป็นการ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่มตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ เริ่มจากการเลือกระดับอำเภอเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ต่อด้วยระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เพื่อคัดเลือก สว. จำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรองกลุ่มละ 5 คน ก่อนที่ กกต. จะประกาศรับรองผลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567
จุดเริ่มต้นสำคัญของสำนวนเกิดขึ้นหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีหนังสือลับด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 แจ้งผลการสืบสวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ผลการสืบสวนที่ส่งให้ กกต. ระบุถึงพฤติการณ์สำคัญ ทั้งการจัดกลุ่มผู้สมัคร การกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ การนัดหมายผู้สมัครระดับประเทศเพื่อจัดทำโพยการเลือก ตลอดจนการจ่ายเงิน จัดฉาก และจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกทั้งรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่าเป็นไปตามโพยดังกล่าว
กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานจาก DSI ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐ และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ รวมถึงพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งดำเนินการไต่สวน จึงมีมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ให้ดำเนินการไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ชัดเจน
จากนั้นวันที่ 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. รวม 619 เรื่อง กกต. วินิจฉัยแล้ว 597 เรื่อง และยังมีการพิจารณาผู้สมัคร สว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอีก 1,767 ราย
ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ก่อนที่วันที่ 16 กันยายน 2568 กกต. จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาสำนวนและพยานหลักฐานทั้งหมด
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. และวันที่ 30 มีนาคม 2569 ประธาน กกต. สั่งให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม โดยสำนวนทั้งหมดมีเอกสารมากถึง 75,722 หน้า
กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสำนวนตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน ถึง 28 สิงหาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 11 ครั้ง ก่อนนัดประชุมเพื่อลงมติชี้ขาดในวันที่ 14 กันยายน 2569
สำหรับสำนวนดังกล่าวมีข้อกล่าวหารวมทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ครอบคลุมพฤติการณ์หลายลักษณะตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือให้ผู้สมัครรายใดได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ในข้อกล่าวหานี้ กกต. ไม่มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหรือดำเนินคดีอาญากับบุคคลใด เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาที่ 2 ตามมาตรา 76 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็น สว. ก็ไม่มีผู้ถูกดำเนินคดีเช่นกัน
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 3 เป็นความผิดตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 กรณีแนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
ข้อกล่าวหานี้ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 36 คน แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 1 คน และบุคคลอื่นอีก 9 คน โดยไม่มี สว.สำรอง กรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกดำเนินคดีในข้อหานี้
ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ 4-7 ถือเป็นอีกส่วนสำคัญของคดี ครอบคลุมตั้งแต่การให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ การจัดเลี้ยง การรับทรัพย์สินเพื่อแลกกับการลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร ไปจนถึงการรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกบุคคลใด
ข้อกล่าวหาที่ 4 ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) เป็นกรณีจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และยังถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ข้อกล่าวหาที่ 5 ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) เป็นกรณีเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยงผู้ใด มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ข้อกล่าวหาที่ 6 ตามมาตรา 79 เป็นกรณีเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อลงสมัครหรือไม่ลงสมัครรับเลือก เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใด มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 7 ตามมาตรา 81 เป็นกรณีเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด มีโทษจำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 4-7 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน โดยไม่มี สว.สำรอง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี
หลังจาก กกต. มีมติวินิจฉัยสำนวนแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ กกต. จะต้องจัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 60 วันเช่นกัน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ สว. 26 คนที่ถูก กกต. มีมติยื่นคำร้อง หากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา บุคคลที่ยังดำรงตำแหน่ง สว. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา และหากศาลมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด สมาชิกภาพ สว. ของบุคคลนั้นจะสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่
กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลทำให้ตำแหน่ง สว. ว่างลง จะดำเนินการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยหาก สว. ในกลุ่มใดมีจำนวนไม่ครบ ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้นขึ้นดำรงตำแหน่งแทนตามลำดับ และอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่
หากกลุ่มดังกล่าวไม่มีบุคคลในบัญชีสำรองเหลืออยู่ ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากเพื่อเลือกว่าจะนำบุคคลในบัญชีสำรองจากกลุ่มใดที่ยังมีรายชื่อเหลืออยู่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
แต่หากทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อในบัญชีสำรองเหลืออยู่ ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่จำนวน สว. จะเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด และอายุของวุฒิสภายังเหลือเกิน 1 ปี กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดการเลือก สว. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วัน
มติของ กกต. ครั้งนี้จึงถือเป็นอีกจุดสำคัญของคดีการเลือก สว. ปี 2567 หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบและไต่สวนต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยขั้นตอนต่อไปต้องจับตาการจัดทำคำวินิจฉัยและการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา รวมถึงคำสั่งของศาลว่าจะรับคำร้องในส่วนของ สว. 26 คนไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากศาลรับคำร้อง จะส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. กลุ่มดังกล่าวทันที
โฆษก รบ. ย้ำ คดีฮั้ว สว. เป็นกระบวนการกฎหมาย กกต. รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในวันนี้ (14 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเกาะติดหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายขององค์กรอิสระ ที่ดำเนินการไป รัฐบาลก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
วันนี้รัฐบาลโฟกัสในเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะนอกจากนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรมาพบในวันนี้แล้ว ยังจะไปเปิดงาน Gastech Bangkok 2026 ถือเป็นงานที่สำคัญที่ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้นำในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก
เพื่อให้คนไทยได้อยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด และพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้มีปัญหาในระดับโลก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“อนุทิน” ปัดตอบปมฮั้ว สว. บอกสั้น ๆ “เดี๋ยวไปเวียดนามแล้ว”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 12.45 น. เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14–16 ก.ย. โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาส่งที่รถ
ทั้งนี้ ระหว่างรถขับผ่าน นายกฯ ลดกระจกรถลง พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชน และกล่าวว่า “เดี๋ยวไปเวียดนามแล้ว” โดยไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในช่วงบ่ายวันนี้
“นันทนา” จี้ กกต. ส่งศาลฎีกา ชี้ขาดคดีฮั้ว สว. อย่าทำลายศรัทธาประชาชน
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันนี้ว่า เรื่องนี้ล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ กกต. ได้ยืนยันว่าจะมีการแถลงผลการวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่ กกต. ตัดสินใจไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้
ประชาชนคนไทยทุกคนต่างจับจ้องเพื่อที่จะรู้ผลการตัดสินใจของ กกต. ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนยืนยันตรงกันว่า ถ้าการฮั้ว สว. ดำเนินไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดเลย ก็เท่ากับการยึดอำนาจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง และเราจะได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยไม่สุจริตก็ได้
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้น สิ่งที่ กกต. จะวินิจฉัยในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นอัยการตรวจสอบสำนวนว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่ง กกต. ทั้ง 7 คน มีถึง 4 คนที่มาจากการเลือกของ สว. คณะนี้
โดย สว. ชุดนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เรื่องการได้มาซึ่ง สว. ไม่ปกติ หาก กกต. เสียงข้างมากเห็นควรไม่สั่งฟ้อง สว. หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ประชาชนย่อมตั้งข้อสงสัยว่ามีลักษณะของการต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต. เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้การเมืองไทยเดินไปอย่างมีเสถียรภาพ และเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น คือ กกต. ไม่ต้องตัดสินใจเองว่าจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร แต่ให้ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย นำสำนวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ที่แจ้งข้อกล่าวหา 229 คน
ส่งให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าทั้งหมดนี้มีพฤติกรรมผิดหรือถูก ปกติหรือไม่ปกติอย่างไร ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ กกต. ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของศาลในการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากพิสูจน์แล้วไม่มีใครผิด ทุกคนก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทำผิด ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิพากษา และเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้” น.ส.นันทนา กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีที่มีรายงานว่า กกต. จะไม่เปิดเผยมติของกรรมการรายบุคคล และไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า การวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ดังนั้น หากวันนี้ กกต. ลงมติออกมาเป็นเช่นไร เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ประชาชนทราบ การปกปิดยิ่งทำให้คนสงสัยและเกิดข้อกังขามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส
และเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าสิ่งที่ กกต. ทั้ง 7 คนวินิจฉัยนั้น สอดคล้องกับบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างไร พร้อมมองว่า กกต. ควรเปิดเผยผลการวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องการทำงานของ กกต. ว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจในวันนี้หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่มวลชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การชุมนุมจึงเป็นการสะท้อนเสียงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ และสะท้อนไปยัง กกต. ให้รับรู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความคิดเห็นอย่างไร นอกเหนือไปจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่ง กกต. ต้องเปิดรับฟังเสียงของทุกคน และนำมาชั่งน้ำหนักกับข้อกฎหมาย ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริง
จับตา! 7 เสือ กกต. ประชุมชี้ขาด 229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. รู้ผลบ่ายนี้
ในช่วงเวลา 10:00 น. กกต. มาครบทั้ง 7 คน และได้เข้าประชุมเรียบร้อยแล้ว นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. พร้อมกรรมการอีก 6 คน ซึ่งช่วงหนึ่ง นักข่าวประจำ กกต. พบนายณรงค์ รักร้อย กกต. แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นถึงขั้นตอนการประชุมในวันนี้ว่าเป็นอย่างไร เพียงแต่บอกให้รอติดตามการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันนี้
สำหรับการตั้งข้อหาในชั้นการพิจารณาของ กกต. นั้น มีการพิจารณารวมทั้งสิ้น 7 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
คือ 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
2. ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
3. ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด คือ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่
4. มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
5. มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัคร ตามมาตรา 79 หรือไม่
7. ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต. จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล