โดยจุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว สว. ต้องย้อนไปวันที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับอำเภอ-ระดับจังหวัด ก่อนจะมาถึงการเลือกรอบสุดท้ายระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2567 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยใช้ระบบ “เลือกกันเองและเลือกข้ามกลุ่ม” ใน 20 กลุ่มอาชีพ จากผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกระดับอำเภอ และการคัดเลือกระดับจังหวัด ทั้งหมด 3,000 คน โดยมีการแบ่ง 2 รอบ คือรอบที่ 1 (เลือกกันเอง) และ 2 (เลือกข้ามกลุ่ม) เพื่อให้ได้ สว. ตัวจริง 200 คน (มาจาก 20 กลุ่มอาชีพ กลุ่มละ 10 คน) และ สว.สำรองอีก 100 คน
จุดเริ่มต้นความผิดปกติ
ซึ่งก่อนที่จะถึงวันเลือกระดับประเทศ ได้มีผู้สมัคร สว.และภาคประชาชน ออกมาส่งเสียงสะท้อนึงความผิดปกติ ในการเลือก สว.ระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย. 2567 ส่อมีการฮั้วกันในหลายจังหวัด ซึ่ง กกต.ได้แถลงสรุปผล เลือก สว. โดยยืนยันว่าภาพรวมเรียบร้อย แต่พบปัญหาบางจุด และเริ่มมีคำร้องตรวจสอบการเลือก สว. 22 คำร้อง
ขณะที่การเลือก สว.ระดับจังหวัด ที่มีขึ้นวันที่ 16 มิ.ย. 2567 ก็ยังมีการส่งเสียงสะท้อนความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาคประชาชนและกลุ่มการเมือง โดยหนึ่งในนั้นคือ นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ที่ออกมาเปิดเผยว่า มีข่าวแพร่สะพัดว่ามีการจ่ายเงิน 20,000 - 30,000 บาท ให้กับผู้สมัครฮั้วเลือก สว. เพื่อให้ผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ และคาดว่าในการเลือก สว.ระดับประเทศค่าตัวจะสูงขึ้นอีก
นอกจากนั้นก่อนที่จะเริ่มเลือก สว.ระดับประเทศ มีรายงานข่าวออกมาจาก สำนักงาน กกต. ว่าพบความเคลื่อนไหว ผิดปกติ ที่ส่อมีการกระทำเข้าข่ายทุจริตการเลือก สว.ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ทั้งการต่อรองขอตำแหน่ง หรือเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินหลังหลักแสนบาทแลกกับการลงคะแนน และยังพบความเคลื่อนไหวกลุ่มการเมืองที่หนุนหลังผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ระดับจังหวัด พยายามล็อบบี้รวบรวมรายชื่อผู้ได้รับเลือก สว.รายอื่น เพื่อให้กลุ่มของตัวเองมีผู้มีสิทธิ์เลือกมากที่สุด รวมทั้งการล็อบบี้เพื่อบล็อกโหวตผู้สมัครรายอื่น นอกจากนั้น กกต.ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีการติดต่อไปยังผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ระดับจังหวัด
ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็ออกมายอมรับว่าการตามจับกลโกงเลือก สว.ระดับประเทศไม่ง่าย เพราะคนทำผิดมีความรู้-มีเงินพร้อมอำนาจ
และเรื่องที่ถูกตั้งข้อสังเกตุคือการเลือก สว.ในระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีผู้สมัครที่ถือเป็นแคนดิเดตหลายคนที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ทางการเมือง บางคนเป็นถึงระดับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ถูกเลือกเป็น สว.อย่างที่ถูกคาดการณ์
หลังวันเลือก สว.ระดับประเทศจบลง ก็มีผู้สมัครการเมือง ภาคประชาชน รวมถึงอดีต กกต. ออกมาแฉหลักฐานและข้อพิรุธที่เกิดขึ้นในการเลือก สว.ที่เกิดขึ้น ทั้งมีการแฉโพยเลือก สว. ที่พบในพื้นที่จัดเลือก สว. และข้อมูลผู้สมัครหลายคนไม่เขียนประสบการณ์ในเอกสารแนะนำตัวแต่กลับได้รับเลือกด้วยคะแนนสูง หลายคนมีคุณสมบัติไม่ตรงปกตามกลุ่มที่รับสมัคร ขณะเดียวกันมีการตั้งข้อสังเกตุถึงกลุ่มผู้สมัคร สว.จากจังหวัดบุรีรัมย์ที่ผ่านการเลือกระดับประเทศเป็น สว.มากถึง 14 คน
แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ต่างๆนานา แต่สุดท้าย กกต.ก็ประกาศรับรองผลการเลือก สว.จำนวน 200 คน และบัญชีสำรอง 99 คน โดยมีปัญหาเพียงคนเดียวคือกรณี “คอดียะฮ์ ทรงงาม”
โดยมีเรื่องร้องเรียนมายัง กกต. มากกว่า 800 เรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส่วนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการในการเลือก สว. กกต.ได้รัยเรื่องร้องเรียนกว่า 47 เรื่อง ทั้งเรื่องการจัดตั้ง การฮั้ว การบล็อกโหวต
จุดเริ่มต้นคดีฮั้ว สว.
10 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เริ่มตั้งเรื่องรับเรื่องร้องเรียนจากผู้สมัคร สว. เพื่อพิจารณาข้อมูลว่าเข้าข่ายความผิดอาญาหรือไม่ ก่อนจะมีเอกสารแจ้งต่อ กกต.ถึงเรื่องที่ดีเอสไอรับดำเนินคดีอาญา ตามอำนาจสอบสวนคดีพิเศษ
5 มีนาคม 2568 คณะกรรมการคดีพิเศษ ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นประธาน มีมติเสียงข้างมาก รับคดีฮั้ว สว. เป็น “คดีพิเศษ” ในความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงิน เป็นการใช้อำนาจสอบสวนคู่ขนานไปกับ กกต. ที่ดูแลเรื่องกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง
18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติแต่งตั้งเจ้าพนักงานของสำนักงาน กกต. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้ามาเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเอกสาร และสอบปากคำพยานกว่า 700 ปากทั่วประเทศ
25 เมษายน 2568 ดีเอสไอแจ้งตั้งข้อหา “อั้งยี่ฮั้วเลือกตั้ง สว.” อย่างเป็นทางการ และเริ่มเข้าจำลองเหตุการณ์จริง ณ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นสถานที่เลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อประกอบพยานหลักฐาน
พฤษภาคม-มิถุนายน 2568 กกต.ทยอยเรียกกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งมีทั้ง สว.ที่อยู่ในตำแหน่ง นักการเมืองท้องถิ่น ตลอดจนระดับรัฐมนตรี ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ (ตำแหน่งในขณะนั้น)
17 กรกฎาคม 2568 คณะทำงานชุดที่ 26 ที่ กกต.ตั้งขึ้น ได้ทำสรุปสำนวนเห็นควรให้ดำเนินคดีและส่งเรื่องให้ กกต. ยื่นต่อศาลฎีกาเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย โดยแบ่งเป็น กลุ่มสว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน, กลุ่มรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคการเมือง จำนวน 21 คน, กลุ่มบุคคลในเครือข่ายพรรคการเมือง จำนวน 20 คน, กลุ่มสว. สำรอง และผู้สมัคร สว. รายอื่น จำนวน 50 คน โดยหลังจากคณะชุดที่ 26 สรุปสำนวนเสร็จสิ้น สำนวนถูกส่งต่อไปยัง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36
สิงหาคม 2568 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ทำการตรวจสำนวนและมีมติชี้ขาดยกคำร้อง/ไม่สั่งฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะเอาผิดทางอาญาและเพิกถอนสิทธิการเป็น สว. ได้
ปมการเมืองระหว่างคดีฮั้ว สว.
ระหว่างทางของคดีฮั้ว สว. มีกลุ่ม สว.จำนวนหนึ่ง และกลุ่มการเมือง มองว่าการที่ดีเอสไอ เข้ามาทำคดีเป็นการใช้อำนาจแทรกแซง กกต. และก้าวก่ายการตรวจสอบ จึงได้ยื่นเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากการสั่งการดีเอสไอหรือไม่ แต่มติศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ในวันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ขาดว่า นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี ไม่มีความผิด โดยระบุว่าไร้หลักฐานการแทรกแซงสั่งการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการทำงานของดีเอสไอ เป็นไปตามกรอบอำนาจคดีพิเศษ
นอกจากนั้น มีประชาชนยื่นคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทยต่อ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกเหนือจากคนในพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมีการโยงไปถึงนายเนวิน ชิดชอบ และนางกรุณา ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันเสนอแผน คิดสูตร ฮั้วสว.”
นอกจากนั้นอีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากคือกรณี สว.ชุดปัจจุบัน ลงมติเห็นชอบให้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ดำรงตำแหน่ง กกต. (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน กกต.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ในช่วงเวลาเดียวกับสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการเรื่องฮั้ว สว. จากนั้น สว.ชุดปัจจุบัน ก็ได้ลงมติเห็นชอบให้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รักร้อย ดำรงตำแหน่ง กกต. ช่วงปลายปี 2568 กระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สว.มีมติเห็นชอบให้นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ดำรงตำแหน่ง กกต.แทนตำแหน่งที่ว่าง
รวมแล้วในระหว่างสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการคดีฮั้ว สว. ในช่วงปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 สว.ชุดปัจจุบันได้ลงมติเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่ง กกต. รวมแล้ว 4 คน และหนึ่งในนั้นดำรงตำแหน่งประธาน กกต.
โค้งสุดท้ายก่อน กกต.ชี้ขาดคดี ฮั้ว สว.
จากกรณีมติที่เห็นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่มีมติสั่งฟ้อง 229 คน และ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ที่มีมติยกคำร้อง กลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน iLaw ได้ทยอยเปิดหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการฮั้ว สว. ออกมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่มีการเปิดเผยรายงานเอกสารรายงานการประชุม คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ที่มีมติยกคำร้องคดีฮั้ว สว.
ขณะเดียวกัน สส.พรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ต่างเดินหน้าเรียกร้องให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ทั้ง 229 รายที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างสิ้นสงสัย และพิพากษาว่าใครบ้างใน 229 คนที่ผิดหรือไม่ผิด
บทสรุปของคดี ฮั้ว สว. ในชั้น กกต.
กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิด 77 ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. แบ่งเป็น สว. 26 คน, ผู้สมัคร สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 ราย
โดย กกต.มีมติไม่ส่งฟ้อง 350 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, สส. ,กรรมการบริหารพรรค 20 คนรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย