นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ร่วมงานรำลึก 2 ทศวรรษ นวมทอง ไพรวัลย์ ที่บริเวณสดมภ์อนุสรณ์ หน้าสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี
นายณัฐพงษ์กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่ง โดยกล่าวถึงคลิปของนายนวมทองที่เปิดช่วงต้นของงาน ซึ่งนายนวมทองพูดว่า “แค่ชีวิตของเขาคนเดียว มันจะสำคัญอะไรไปมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยประเทศ” ทำให้ตนรู้สึกสะเทือนใจ เพราะสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าพวกเราจะเป็นรุ่นใดก็ตามคือ เราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง และคำว่าประชาธิปไตย สิ่งที่ดีกว่าคืออนาคตของลูกหลาน
ความต้องการของพวกเราเรียบง่ายมาก เพียงแต่วิธีการต่อสู้ในอดีตและปัจจุบันจะต่างไป แค่อยากให้อำนาจสูงสุดของประชาชนทำได้ยากในประเทศนี้ ในอดีตการต่อสู้อาจจะมีกระบอกปืนหรือรถถัง แต่ยุคนี้สมัยนี้อาจจะแปลงกายเป็นอย่างอื่น อยู่ภายใต้คราบรัฐธรรมนูญปี 2560
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาคือ ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นฉันทามติจากประชาชนที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้และผลักดันต่อ อยากให้ทุกคนที่มาร่วมงานเก็บความทรงจำนี้ไว้ ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเกี่ยวแขนเดินต่อไป
นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไทยเคยช่วยในช่วงสงครามเกาหลี ปัจจุบันถือว่าเขามีความเป็นประชาธิปไตยและเจริญมากกว่าเรา ซึ่งตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับมูลนิธิ 18 พฤษภา ของเกาหลีใต้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กวังจู ปี ค.ศ. 1980 นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 ยึดโยงกับตนเองที่เกิดวันที่ 18 พ.ค. 1987 วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์กวังจู ปีเกิดตรงกับที่เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตัวแทนเกาหลีใต้ถามคำถามที่ทำให้ตนเองสะอึกและตอบไม่ถูก คือเขาบอกว่า เขาศึกษาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน 14 ตุลาคม เห็นเหตุการณ์ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมไม่เหมือนเกาหลีใต้ ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนผ่านได้จริง
ตนเองจึงแชร์ให้ฟังว่า หากไม่มาเป็น สส. หรือนักการเมือง แทบจะไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้ว่า ประเทศไทยมีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกทำให้หายไป ในขณะที่ประเทศเขามีอนุสาวรีย์ มีเรื่องเล่าเต็มไปหมด ซีรีส์เกาหลีก็ฝังเหตุการณ์กวังจูในหลายเรื่อง
“การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การทำให้ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้ง จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก นักการเมืองของเกาหลีใต้ทั้งคนที่โกงและคนที่เคยออกมาปฏิวัติก็ได้รับการลงโทษ แต่ในประเทศเรา เราเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว เห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า ในฐานะนักการเมือง สิ่งที่จะขอหนึ่งอย่าง สำหรับตนเองขออย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้ สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลังและสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ตนเองขอแค่อย่างนี้อย่างเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง