นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา แถลงกรณีการจดทะเบียนพันธุ์พืชกะเพรา 4 สายพันธุ์ โดยตั้งข้อกังวลว่าอาจนำไปสู่การผูกขาดพืชอาหารของไทย พร้อมระบุว่า กะเพราเป็นอาหารที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทย การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ควรนำไปสู่การผูกขาดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
นาวาตรี วุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพและมีศักยภาพด้านการวิจัยการเกษตร
โดยยกตัวอย่างกะเพราที่มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่ปัจจุบันพบเห็นได้ทั่วไปเพียงกะเพราขาว และกะเพราแดง พร้อมแสดงความกังวลว่าพันธุ์พืชดั้งเดิมอาจค่อยๆ สูญหาย เช่นเดียวกับพืชพื้นเมืองบางชนิดที่เคยมีอยู่ในอดีต
ทั้งนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนการจดทะเบียนพันธุ์พืช โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงขอให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว พร้อมเสนอให้ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพืชอาหารไทยเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง
ด้าน นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน หากมีการใช้สิทธิบัตรควบคุมพันธุ์พืชหลายชนิด อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม
จากนั้น นาวาตรี วุฒิพงศ์ ยังเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ชี้แจงถึงประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยดังกล่าว พร้อมเสนอให้พิจารณาคืนสิทธิที่เกี่ยวข้องแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถเพาะพันธุ์และปลูกพืชได้ โดยย้ำว่าการวิจัยพันธุ์พืชใหม่ควรสร้างประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่ทำให้พันธุ์พืชดั้งเดิมสูญหายไป
ส่วนกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าการจดทะเบียนครั้งนี้จะไม่กระทบต่อประชาชนที่ปลูกกะเพราไว้บริโภค และเกษตรกรนั้น นาวาตรี วุฒิพงศ์ ระบุว่า ต้องการให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันต่อสาธารณะว่า ประชาชนสามารถปลูกกะเพราไว้บริโภคได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี เพื่อคลายความกังวล
ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาทั้งสองรายเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรทบทวนแนวทางการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช โดยคำนึงถึงการส่งเสริมงานวิจัยควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการเข้าถึงทรัพยากรอาหารของประชาชน