กรมส่งเสริมการเกษตรชี้แจงกรณีกระแสข่าวบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา จนเกิดความเข้าใจว่าเอกชนสามารถถือสิทธิครอบครองกะเพราทั้งหมด และอาจทำให้เกษตรกรหรือประชาชนที่ปลูกและจำหน่ายกะเพราทั่วไปมีความผิด โดยยืนยันว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากการคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่านั้น
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่จำนวน 4 พันธุ์ กับกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยการคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ระบุไว้ ไม่ได้หมายความว่ากะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทยจะตกเป็นของเอกชนหรือถูกผูกขาด
“ขอให้ประชาชนและเกษตรกรสบายใจได้ว่า การขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ทำให้กะเพราที่ปลูกและบริโภคกันอยู่ทั่วไปกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชน กะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมยังสามารถปลูก จำหน่าย นำมาประกอบอาหาร และใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ” นายกฤษกล่าว
นายกฤษอธิบายว่า แม้กะเพราบางพันธุ์จะได้รับความคุ้มครอง แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนรับประทานหรือใช้ประโยชน์จากผลผลิต รวมถึงการแจกจ่ายเพื่อบริโภค อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่างผลผลิตกับส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ กิ่งชำ หรือส่วนอื่นที่สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ได้
ทั้งนี้ การนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้หมายความว่าประชาชนสามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าได้อย่างอิสระ
ส่วนข้อกังวลกรณีเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ของกะเพราที่ได้รับความคุ้มครองปลิวไปตกในแปลงเกษตรอื่น หรือปะปนกับกะเพราพันธุ์ทั่วไป นายกฤษยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้พืชทั้งหมดในแปลงดังกล่าวกลายเป็นพันธุ์ของเอกชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการคุ้มครองไม่ได้ให้สิทธิเหนือพืชทุกต้นที่มีลักษณะคล้ายกัน การพิจารณาต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของกฎหมาย
นายกฤษย้ำว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ สร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและผู้พัฒนาพันธุ์พืช โดยยังคำนึงถึงสิทธิและการใช้ประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชน ไม่ใช่การผูกขาดพืชชนิดนั้นทั้งหมด
พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม