หลังเกิดกระแสดรามากรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ จนเกิดคำถามถึงผลกระทบต่อคนปลูกและคนขาย ล่าสุดพ่อค้าแม่ค้าสะท้อนความกังวล ทั้งเรื่องการแยกสายพันธุ์ ความเสี่ยงทางกฎหมาย และราคากะเพราที่อาจปรับตัวสูงขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า การจดทะเบียนครั้งนี้จะส่งผลต่อประชาชนที่ซื้อขายกะเพราทั่วไปอย่างไร
ทีมข่าว PPTV ลงพื้นที่ตลาดห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เพื่อสอบถามความคิดเห็นพ่อค้าแม่ค้าหลังเกิดกระแสดราม่ากรณีบริษัทเอกชน ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่
“แก้วจุรี 01–04” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี (ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2579)
โดยระหว่างลงพื้นที่พูดคุยกับแม่ค้าขายกะเพรา พบว่าแม่ค้าหลายรายแสดงความกังวลต่อประเด็นนี้ พร้อมนำกะเพราที่ขายอยู่ในตลาดมาให้ทีมข่าวดู เพื่ออธิบายให้เห็นว่า กะเพราที่ซื้อขายกันทั่วไปมีหลายลักษณะ ทั้งกะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราบ้านที่มีใบเล็กและดอกจำนวนมาก แต่คนซื้อขายส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักชื่อสายพันธุ์อย่างละเอียด เพราะเรียกรวมกันว่ากะเพรา
แม่ค้ารายหนึ่งสะท้อนว่า สิ่งที่กังวลคือคนขายอาจไม่ทราบว่ากะเพราที่รับมาจากสวนเป็นสายพันธุ์อะไร ขณะที่คนซื้อก็ไม่ได้สอบถามถึงชื่อสายพันธุ์ก่อนเลือกซื้อ จึงเกิดคำถามว่า หากกะเพราที่นำมาขายมีลักษณะคล้ายกับพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ ทั้งที่กะเพราลักษณะเหล่านี้มีการปลูกและซื้อขายกันมานานหลายสิบปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่า หากเกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าไม่มั่นใจในข้อกฎหมาย จนไม่กล้าปลูกหรือรับกะเพรามาจำหน่าย อาจส่งผลให้ผลผลิตในตลาดลดลง และทำให้ราคากะเพราสูงขึ้นตามมา
แม่ค้ารายนี้ยกตัวอย่างสถานการณ์ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งกะเพราเคยมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละเกือบ 200 บาท จากปัญหาผลผลิตและการขนส่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากในอนาคตปริมาณกะเพราลดลงจากความกังวลเรื่องข้อกฎหมาย ก็อาจทำให้ต้นทุนของร้านอาหารเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคต้องจ่ายค่าข้าวกะเพราแพงขึ้นด้วย
ขณะที่ระหว่างทีมข่าวลงพื้นที่ ยังมีพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น โดยหลายรายนำกะเพรามาถือให้ทีมข่าวดู พร้อมตั้งคำถามถึงการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา และสะท้อนความกังวลว่าประชาชนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไรว่ากะเพราที่ปลูกหรือซื้อขายอยู่เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่
หนึ่งในแม่ค้าที่ร่วมแสดงความคิดเห็น คือ นางนงนุช ถาวรัตน์ ซึ่งมองว่า หากคนปลูก คนขาย และคนซื้อไม่สามารถแยกแยะสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน ก็อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการซื้อขาย โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยที่รับกะเพราจากสวนมาขายต่อ และอาจไม่ทราบแหล่งที่มาหรือชื่อสายพันธุ์ที่แน่นอน
นางนงนุชยังแสดงความกังวลว่า หากคนปลูกกลัวความเสี่ยงทางกฎหมายจนไม่กล้าปลูกเพื่อจำหน่าย เมื่อผลผลิตมีน้อยลง ราคากะเพราก็อาจปรับตัวสูงขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจดทะเบียนครั้งนี้ และประชาชนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับกะเพราจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร
นอกจากนี้ กลุ่มแม่ค้ายังเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงรายละเอียดและขอบเขตการคุ้มครองให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าการปลูกกะเพราไว้รับประทานเอง การปลูกเพื่อจำหน่าย และการซื้อกะเพรามาขายต่อ มีข้อกำหนดแตกต่างกันอย่างไร พร้อมต้องการให้พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย และผู้บริโภค