นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และข้อถกเถียงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ โดยระบุว่า เห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ” และองค์กรอิสระต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบ” กับ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” สำหรับการส่งคดีขึ้นสู่ศาล
นายศุภชัยระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่า “สังคมสงสัยมากเพียงใด” แต่คือ “พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่”
นายศุภชัยแจกแจง 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
-
ข้อกังขาของสังคม ไม่เท่ากับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติว่า เมื่อคดีมีข้อสงสัยหรือสังคมเรียกร้องให้ตรวจสอบแล้ว กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แต่กำหนดมาตรฐานเรื่อง “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องพิจารณาคือ พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาจากระดับความสงสัยหรือแรงกดดันของสังคม
-
กกต. ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่ส่งทุกข้อกล่าวหาให้ศาล
การเสนอว่า “ยื่นคำร้องไปก่อน แล้วให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยอีกชั้น” อาจดูเหมือนเป็นการเปิดทางให้ตรวจสอบ แต่ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เสียก่อน
หากทุกข้อกล่าวหาต้องถูกส่งต่อศาลโดยอัตโนมัติ ก็ไม่มีเหตุผลที่กฎหมายจะกำหนดมาตรฐานดังกล่าวไว้
กกต. จึงมีหน้าที่สืบสวน ไต่สวน ตรวจสอบ และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ก่อนตัดสินใจว่าจะยื่นคำร้องหรือยุติเรื่อง
-
สำนวนของ กกต. มีความสำคัญต่อการพิจารณาของศาลโดยตรง
มาตรา 226 วรรคสอง กำหนดให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ศาลจะมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
จึงยิ่งสะท้อนว่า คุณภาพและความชอบด้วยกฎหมายของสำนวนตั้งแต่ต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของพยานหลักฐาน พยานสำคัญกลับคำให้การ คำให้การขัดแย้งกัน หรือพยานหลักฐานไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลได้ กกต. ยิ่งต้องตรวจสอบให้สิ้นกระแสความก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เหตุว่า “ให้ศาลไปตรวจสอบต่อเอง”
-
ความรับผิดต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคล
คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ไม่อาจใช้ความผิดปกติในภาพรวมมาเป็นเหตุให้ทุกคนที่ถูกกล่าวถึงต้องรับผิดตามไปด้วย
ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครทำอะไร เมื่อใด อย่างไร และพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นอย่างไร
หลักจากคดีเลือก สว. ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยก็สะท้อนหลักสำคัญว่า ต้องพิสูจน์ทั้งการกระทำที่กล่าวหาและความเชื่อมโยงถึงผู้สมัครที่ถูกร้อง มิใช่อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานจากสถานการณ์โดยรวม
-
พยานที่กลับคำให้การหรือได้รับประโยชน์ ต้องถูกชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง
กรณีพยานบุคคลเคยให้การอย่างหนึ่ง แล้วต่อมากลับคำให้การเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำถามทางกฎหมายไม่ใช่ว่าจะเลือกเชื่อคำให้การครั้งใดที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการเชื่อ
แต่ต้องพิจารณาว่า คำให้การครั้งใดเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด มีพยานหลักฐานภายนอกสนับสนุนหรือไม่ เหตุใดจึงกลับคำให้การ และพยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากสถานะของตนหรือไม่
เพราะการเป็น “พยาน” ไม่ได้ทำให้คำพูดของบุคคลนั้นกลายเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ
-
Accountability ไม่ได้หมายความว่า “ต้องส่งศาล”
นายศุภชัยระบุว่า เห็นด้วยกับหลักการที่องค์กรอิสระต้องมี Accountability แต่ Accountability ภายใต้ Rule of Law หมายถึง ต้องสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงใช้อำนาจหรือไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย
หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ — ต้องส่งศาล
หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ — ต้องยุติเรื่อง
ทั้งสองทางเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายได้เช่นเดียวกัน
การยุติเรื่องเพราะหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ จึงไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ ตรงกันข้าม หากส่งบุคคลขึ้นศาลทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ เพียงเพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส นั่นอาจเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย
-
หลักนิติธรรมต้องคุ้มครองทั้งสังคมและผู้ถูกกล่าวหา
Rule of Law ไม่ควรถูกนำมาใช้เฉพาะด้านที่เรียกร้องให้รัฐตรวจสอบผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาด้วย
ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับกระบวนการที่เป็นธรรม มีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐาน และไม่ควรถูกทำให้รับผิดเพียงเพราะกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง
ที่สำคัญ ต้องไม่กลับหลักจาก “ผู้กล่าวหาต้องมีหลักฐาน” เป็น “ส่งขึ้นศาลไปก่อน แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ตัวเอง”