นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างน้อย ให้สัมภาษณ์กรณีกระแส กกต. เสียงข้างน้อยไม่พอใจประธาน กกต. โดยระบุว่า ไม่ใช่ว่าไม่พอใจ ก่อนการประชุมมีการคุยกันแล้วว่า ในการแถลงข่าวจะมีการแถลงเป็นทีละข้อกล่าวหา ว่าแต่ละข้อ กกต. มีมติเสียงข้างน้อย-ข้างมากเท่าไร รวมถึงมติของศาลรัฐธรรมนูญจะทำอะไรเกี่ยวกับมติ จะมีการบอกว่าผลเป็นอย่างไรด้วย มติเสียงข้างมาก-ข้างน้อยเป็นใครบ้าง หรือมีมติเอกฉันท์
อย่างไรก็ตาม กกต. ไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อว่าข้างมาก-ข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหามีการลงมติเสียงข้างมากอย่างไร เสียงข้างน้อยเท่าไร ก็ต้องแถลงเหตุผลไปตามที่ลงมติไป และแจ้งให้ประชาชนได้ทราบว่าในการลงมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมดเสียทีเดียว
นายสิทธิโชติกล่าวต่อว่า บางคนที่ยกฟ้องก็มีมติเอกฉันท์ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือบทบาทในการกระทำตามข้อกล่าวหา หรือบางคนก็มีมติเป็นเอกฉันท์เพราะชัดเจนทั้งพยานบุคคล พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงเส้นเงิน
ส่วนสำคัญอยู่ที่ข้อหาที่ 1-2 เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. ส่วนนี้ยืนยันว่ามติไม่เอกฉันท์ บางคนมติ 5:2 ให้ยก 2 เสียง บางคน 6:1 หรือบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็จะยกฟ้องเอกฉันท์ ตามเนื้อผ้า ยืนยันว่าบุคคลสำคัญ ๆ ไม่ใช่ว่ามติเอกฉันท์หมด
นายสิทธิโชติเผยว่า ยอมรับว่าตนกับนายชาย นครชัย เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งมองว่าพยานหลักฐานที่เห็นนั้นค่อนข้างเชื่อได้ ต้องมองบริบทของการกระทำครั้งนี้ ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่ทำแบบกระจายทั้งประเทศ ที่เราสามารถจับได้ไล่ทันนั้นมีอยู่เพียงบางจุด เช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช กลุ่มภูเก็ต กลุ่มหนองบัวลำภู กลุ่มอุทัยธานี กลุ่มนครสวรรค์ และกลุ่มสุโขทัย ซึ่งมาประชุมที่โรงแรมเพื่อทำโพย
พอเราจับได้ว่าโพยนั้นมีอยู่ 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขกำกับไว้ คนที่อยู่ในหมายเลขอันดับ 1-7 จะอยู่ใน 12 โพยดังกล่าว ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกัน และถูกลงโทษไป เนื่องจากชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดการเลือกตั้ง อาจไปถึงอาญาหากฟังได้ว่าเข้ามาตรา 77 (1) หากมองเช่นนี้ ทุกพื้นที่จะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรก ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือมีความเกี่ยวข้องกับพรรค
เมื่อกลุ่มดังกล่าวทำโพยเสร็จ ก็ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ โดยให้การครั้งแรกว่าจะมอบหมายให้ สส. หรือบุคลากรของพรรคในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ และมีการดำเนินการตามนั้นจริง ซึ่งถ้ามีการพิสูจน์ได้ตามที่พูดก็ถือว่าน่าเชื่อถือ
นายสิทธิโชติกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานปากนี้ให้การว่า มีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันที่ 21 และคนที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต. ว่า วันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุม สว. ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา
“มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ” นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวต่อว่า ยังมีพยานอีกปากชื่อนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้เล่ามาตรงกับพยานที่ 16/26 ซึ่งเป็น 2 คนแล้ว และพยานที่กลับคำให้การ ตนเห็นว่าไม่น่ากลับคำด้วยกันถูกข่มขู่ เพราะเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่ก็ได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส. ของพรรคการเมือง
ตอนให้การยังเป็น สส. ใครจะข่มขู่เขา ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่ และอีกหนึ่งข้อเท็จจริง คือ มีมายื่นหนังสือกลับคำให้การ ตอนนั้นมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว คาดว่าจะเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากช่วงเวลาที่ให้การนานมาก
“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปลีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ว่าเป็นความเห็นของเสียงข้างมาก แต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก” นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติชี้แจงว่า การยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 มติ กกต. ที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ส่วนในบุคคลสำคัญมีแต่มติ 5:2
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จะมีการฟ้อง 157 กับ กกต. นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ฟ้องตนไปตนก็มีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่และมีเหตุผลในการเขียนชี้แจงยึดโยงข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยสั้น ๆ เหมือนเหตุผลที่ศาลเขียน ว่าเห็นภาพอย่างไร มีพยานอ้างอิงจับต้องได้
เมื่อถามว่ามติ กกต. ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อยข้างมาก แต่สะท้อนถึงความแตกแยกของ กกต. หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล
เหตุผลที่ได้แจ้งไปเป็นการหยิบเล็กหยิบน้อยของการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำการพิจารณาหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นบ่อนทำลาย ส่วนเราก็หยิบเล็กหยิบน้อยเพื่อเห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมด นั่นแหละคือช้าง
เมื่อถามว่า มติของ กกต. 77 คนที่ออกมาถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีเอกสารอยู่บางกลุ่ม ส่วนการลงมติผู้ถูกกล่าวหา สว. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ ในบางกลุ่มไม่เชิงเป็นเอกฉันท์ มีมติ 4:3 แต่ที่เอกฉันท์ไม่ใช่ สว. เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออก ลงมติเป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างน้อยยืนอยู่ 2 ที่จะลงโทษชัดเจน
เมื่อถามว่าเส้นเงินที่มีความชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองเลยหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า เส้นเงินของนักการเมืองที่มีข้อสงสัย ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่จะออกจากคนรอบข้าง คนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน สิ่งที่ปรากฏจากพยานคือการใช้เงินสด ชั้นที่ 4 ของที่ทำการพรรค เป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ส่วนเส้นเงินมีปัญหา บางคนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า สว. ตัวจริงบางคนจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นไปถึงไหนนั้น ได้สอบถามคณะอนุฯ ที่ 26 ซึ่งพบว่ามีมือโอนมือจ่ายไปทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเส้นนี้ จึงไปต่อไม่ได้ แต่ส่วนตัวยังเห็นว่าผิด
เมื่อถามว่า ในการพิจารณาหลักฐานของอนุกรรมการแต่ละชั้น ต้องมีมติในการตรวจสอบพยานหลักฐานต่อหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตอนนี้สำนวนจบแล้ว อยู่ที่ว่าจะส่งศาลฎีกาว่ามีความผิดหรือไม่ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้ควานหาอีก เนื่องจากหมดเวลา ส่วนทาง DSI ทำเรื่องฟอกเงิน
เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ไม่ได้ถูกกล่าวหาจากทาง กกต. อาจจะถูกกล่าวหาจากทาง DSI ได้ เนื่องจากเส้นเงินสาวไปถึง นายสิทธิโชติกล่าวว่า ก็อาจจะเป็นไปได้ DSI ต้องไปวิเคราะห์เอาเอง
เมื่อถามว่าในพยานหลักฐานมีการพูดถึงคนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรหัว สว. จริงหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีพยานพูดถึง แต่มีเพียงถ้อยคำเท่านั้น ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน เป็นเพียงคำพูดอย่างเดียว
“อย่างที่ผมพูด คำพูดของคนมันเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเรายังไม่เชื่อเลยว่าสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ” นายสิทธิโชติกล่าว
เมื่อถามว่าพยานมีการให้การขัดแย้งกันหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีความขัดแย้งบ้าง คือพยานปาก 16/26 บอกว่าหากได้ สว. ระดับประเทศที่จะไปเลือก อยู่ในกลุ่ม 15-20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน แล้วให้ส่งชื่อไปยังผู้มีอำนาจในพรรค มีสายโทรศัพท์เชื่อมถึงด้วย ซึ่งจะให้ส่งต่อไปยัง สส. และส่งต่อไปยังรัฐมนตรี เพื่อลงในโพย ซึ่งพยาน 2 ปากให้ข้อมูลขัดแย้งกัน คนหนึ่งบอกว่าส่งได้ 2 คน
เรื่องนี้เรียกมาสอบหลังจากเกิดเหตุการณ์นานกว่า 1 ปี การกระทำเหล่านี้เป็นการปกปิดวิธีการทำ แต่ทุกครั้งที่มีการนัดประชุมจะมีการเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพหรือยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด แต่คนจำนวนเยอะปิดยากหน่อย
ทั้งนี้ พยานที่ 16 ที่มากลับคำให้การแล้วบอกว่าโพยไม่มีอยู่จริง มาทำโพยเอาทีหลัง หลังจากที่คณะที่ 26 มาสอบ ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ในวันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 กล้องยังถ่ายอยู่ มีผู้มีสิทธิเลือก สว. ดึงโพยออกมาเพื่อจะลอก แสดงว่าในวันนั้นมีโพยอยู่แล้ว ไม่ได้มาทำในช่วงที่คณะที่ 26 สืบสวน และคนที่จับได้และมาให้การ บางคนถ่ายภาพไว้ แต่ไม่รู้ว่ายังอยู่ในโทรศัพท์
จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 มากลั่นแกล้งเขา เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ต้องดูว่าใครถูกกลั่นแกล้งอย่างไร เพื่อยกฟ้อง แต่หากเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง ซึ่งมีเกลื่อนเมืองและมีการฟ้องกันเกือบทุกจังหวัด ก็ต้องมาพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ แล้วต้องดูว่าทำผิดมากน้อยแค่ไหน
“คณะที่ 26 ที่ตั้งขึ้น เนื่องจากพนักงานสืบไต่ทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย ว่าผมมาสมัครเอง ควักเงินเอง แต่ละคนก็พูดทำนองนี้ว่าผมสนใจการเมือง แต่ก็เห็นคนอื่นดีกว่าผมก็เลยไม่เลือกตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร มันเห็นชัดแต่ก็ถูกตัดตอน แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว
เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมาย ว่าต้องขอความร่วมมือจาก DSI ฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาค มานั่งคิดกันตั้งแต่ต้น ผมนำเรียนกับ กกต. ตั้งแต่แรกว่าต้องอย่างนี้ถึงจะทำให้งานไปด้วยกันได้ กกต. ไปเขาไม่ให้ตรวจ แต่พอเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเขาก็ให้ความจริง จึงมาจบที่คณะที่ 26” นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติยังกล่าวถึงเรื่องโพยว่า กรณีโพยมี 2 ความหมาย จะมีใบ สว. 3 ที่ให้ผู้สมัครจดชื่อผู้ที่จะเลือกได้ ถือเป็นบันทึกช่วยจำ แต่สิ่งที่จะผิดได้คือบันทึกที่มีอยู่ที่เป็นตัวเลขต่าง ๆ เราไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดให้
การที่คนอื่นคิดให้แล้วไปรวมกันแล้วทำแบบเดียวกัน ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่าไม่ได้เกิดจากดุลพินิจของคนที่จะใช้สิทธิเลือก สว. ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่การทำแบบนี้เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยไม่ต้องอาศัยตัวบทกฎหมายอื่น จึงเกิดปัญหาไม่มีชื่อตัวเองในโพย คนเหล่านี้ก็กลับมาโวยวาย มาเป็นพยานให้กับเรา
เมื่อถามว่า การออกมาเปิดเผยแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ว่าเมื่อไปศาลฎีกา ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งการไต่สวนของศาลฎีกาสามารถเรียกพยานอื่น ๆ ไปไต่สวนได้
แต่ศาลจะดำเนินคดีกับคนที่ไม่ได้ร้องไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาใช้อำนาจ หรือผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นร้องต่อศาล แล้วศาลเห็นว่าควรรับไว้ด้วย ก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะ
ขณะที่ สว. ที่ลงสมัครผิดกลุ่มและยังเป็น สว. อยู่ นายสิทธิโชติกล่าวถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้ กรณีหนึ่งมีการสมัคร สว. ในกลุ่มเกษตรกร มีอาชีพทำนาเกลือ เพราะผู้สมัครในกลุ่มเกษตรกรมีการใช้คำว่า “หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน” ซึ่งมีคนรับรอง 2 คนถูกต้องตามกฎหมาย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งในระดับอำเภอก็เห็นว่าเขาประสงค์ที่จะสมัครเข้ากลุ่มนี้
ภายหลังมีผู้มาร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งในระดับจังหวัดว่ามีการรับเป็นผู้สมัครโดยมิชอบ เพราะไม่น่าจะเป็นเกษตรกรได้ โดยกรณีนี้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยทำนองว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับอำเภอทำถูกแล้ว เพราะผู้สมัครรับรองตนเองว่าอยู่ในกลุ่มนี้ และมีการยกคำร้อง ซึ่งกรณีนี้หากเห็นว่าผิดกลุ่ม ผิดคุณสมบัติ แล้วมีคนมาร้องต่อ กกต. และส่งศาลฎีกาวินิจฉัยก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มาที่ กกต.
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ สว. ที่ขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู ที่ไม่ถูกกลุ่มอาชีพเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ร้องผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่รับสมัคร แต่ร้อง กกต. ว่า กกต. วินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม ในคำวินิจฉัย กกต. บอกไว้ว่าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ไปไต่สวนว่าเขาประกอบอาชีพนี้จริง และผู้คัดค้านก็ไม่ได้ให้เป็นอย่างอื่น จึงวินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม
โดยปกติแล้วตามกฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้าปรากฏต่อ กกต. ภายหลังว่า สว. ไม่มีคุณสมบัติ ให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้พ้น แต่กรณีนี้มีการไปร้องต่อศาลฎีกา ต้องดูต่อไปว่าจะเดินอย่างไร เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะไปร้องศาล
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่าเป็น กกต. สีน้ำเงิน นายสิทธิโชติกล่าวว่า เรื่องนี้มีความเห็นเป็นตัวชี้ หากความเห็นฟังขึ้น ไม่ว่าเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไหนก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในเมื่อเสียงข้างมากเห็นเป็นแบบนี้ และไปเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็มองแบบนั้นได้
ตนขอให้ดูเหตุผลที่แต่ละท่านวินิจฉัยในการที่จะบอกว่าอยู่ในกลุ่มไหน แต่คนที่มาอยู่ในระดับกรรมการ กกต. ก็เหมือนเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากจะทำดีให้กับบ้านเมือง คำตอบน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่า
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาให้ข้อมูลว่า มีกรรมการ กกต. อย่างน้อย 2 คน ที่เกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการฮั้ว สว. ด้วย นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่เห็น ส่วนที่สงสัยว่าไปร่วมเก็บโพยนั้น อันนั้นไม่ใช่การร่วมขบวนการ แต่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นการเดินเก็บโพย ซึ่งในโพยนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการกระทำในแต่ละที่ที่มีการทำหรือไม่ หรือเป็นโพยที่จดบันทึกความจำตัวเอง เรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้
โดยระหว่างขึ้นรถ นายสิทธิโชติยังเปิดเผยด้วยว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตอบไม่ได้ เพียงแต่ว่าผู้สื่อข่าวถาม จึงชี้แจงว่ามติในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่ได้เอกฉันท์ มีเสียงข้างมาก ข้างน้อย และมีความต่างอยู่
เมื่อถามว่าโล่งใจใช่หรือไม่กับสิ่งที่พูด นายสิทธิโชติกล่าวว่า ก็สบายใจขึ้น เพราะเมื่อคืนมีคนโทรมาหา จึงต้องชี้แจงว่าความจริงมีเสียงข้างมาก-ข้างน้อยอยู่
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีการประชุมในเวลา 13.30 น. โดยมีวาระการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งท้องถิ่นและคำร้องการเลือกตั้งท้องถิ่น
โดยบรรยากาศในการประชุม นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งใน กกต. เสียงข้างน้อย ที่ลงมติในคดีฮั้วเลือก สว. ให้ส่งไปยังศาลฎีกาทั้ง สว. ชุดปัจจุบัน รวมถึงนักการเมือง ได้แสดงความไม่พอใจต่อการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ของนายณรงค์ กลั่นวาริน ประธาน กกต. ที่ระบุถึงมติเสียงส่วนใหญ่ สั่งฟ้องแค่ 77 ราย โดยเห็นว่าเป็นการไม่เคารพมติเสียงข้างน้อย เกรงว่าจะทำให้ถูกสังคมเหมารวมและสุ่มเสี่ยงถูกฟ้องดำเนินคดีจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงท่าทีอยู่ในขณะนี้