นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ของสภาคองเกรสสหรัฐอเมริกาเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร บุคคลและองค์กรจำนวน 28 รายชื่อ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในอาเซียน ซึ่งมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัค ถูกกล่าวหาร้ายแรง แต่ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เพราะตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยในสภาฯ จนถึงวันนี้ ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฎหมายอะไรบ้าง และหากไม่มีการดำเนินการเลย พร้อมตั้งคำถามว่าเป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสาย ที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็จะจบ รวมถึงคดีอื่นๆ ที่จู่ๆ ก็เงียบหายไป
โดยนายรังสิมันต์ ยังได้ยกตัวอย่างกรณี นายฮุน โต หลานชายของ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาเคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ เป็นเพราะเกรงใจ "ฮุน เซน" หรือไม่? ทั้งที่ "ฮุน โต" เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ยังล่าช้า เพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้น ต้องถามนายอนุทินว่า เกรงใจอะไรนักหนาถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงิน และคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อมาตรวจสอบ และยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม
ทั้งนี้ นายวรภัค ก็เคยเป็นคณะทำงานที่ต้องเข้ามาทำงานในเรื่องการปราบปรามด้านนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้ชอบใช้ "โจรจับจับโจรคดีตนเอง" จนทำให้เกิดข้อครหา จึงต้องเร่งสะสางเรื่องนี้ โดยเฉพาะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ควรที่จะกลับมาเอาจริงเอาจังได้แล้ว