แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) หรือคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปแล้วนั้น ล่าสุดกลับมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งดังกล่าว เอาผิดกลุ่มคนที่ออกมาแฉบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
โดยมีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ว่า น.ส. A (นามสมมุติ) ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินคดีกับ 8 บุคคล ประกอบด้วย นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี Blockchain, นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ "ทนายอั๋น บุรีรัมย์"
โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, เปิดเผยความลับของเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกไว้ เพื่อนำข้อความหรือเอกสารเช่นว่านั้นเปิดเผยก็ดี โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด”
โดยมีพฤติการณ์ คือ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 นายธรรมธีร์ฯ กับพวก ได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง สส. ในการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่ออันเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับผู้ใด รวมทั้งมีการแบ่งหน้ากันทำในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลสาร สร้างความวุ่นวายใสสังคมให้กระทบในวงกว้างเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569 เป็นโมฆะ
ต่อมาปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยกรณีเดียวกันนี้ สำนักงาน กกต. ได้เคยมอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินคดีกับบุคคลข้างต้นไว้แล้ว
ล่าสุด กระทรวงยุติธรรม ได้รับเรื่องไว้แล้ว จะได้พิจารณาส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีรายชื่อต่างๆ อย่างเช่น สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน ระบุว่า “นส. เอ นส. บี นามสมมติ มีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง ต้องพร้อมเปิดเผยชื่อ และ ถือว่า เป็นการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ และพร้อมถูกแจ้งความดำเนินคดีกลับ ในฐานะแจ้งความเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญาร้ายแรงหรือไม่
เจ้าหน้าที่ กระทรวงยุติธรรมที่รับเรื่องคือใคร มีอำนาจในการรับแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่ การส่งเรื่องต่อโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่
ช่องทางที่ถูก คือ ต้องเป็นแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจหรือกองปราบ แต่ต้องกล้า ๆ พร้อมเปิดเผยชื่อ เพื่อรับผลในกรณีที่แจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทด้วย
ส่วน DSI ไม่ใช่ว่า เปลี่ยนนายใหม่แล้วต้องเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพของตน กลายเป็นหน่วยงานที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ผิดถูก ทุกอย่างมีหลักกฎหมาย จะมาบอกนามสมมติ เดี๋ยวก็ มี นส. ก. นส. ข. นส. ค. เต็มบ้านเต็มมือสิ อายศรีสุวรรณบ้างไหม”
ขณะที่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม โพสต์ ข้อความเช่นกัน ระบุ สั้นๆว่า "นางสาว A" ร้อง 8 นักวิชาการ-สส-สื่อ กับ DSI กรณี #บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยเน้นคำว่า "นางสาว A" (เหมือนตั้งคำถามในทิศทางเดียวกับ อ.สมชัย ว่า นางสาว เอ คือใคร? )
รวมถึง นาย ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ก็โพสต์เช่นกัน ระบุว่า “นี่ขนาด อ.สมชัยคนเดียวนะ ตอนนี้ 6 อั้งยี่ เพิ่มจำนวนเป็น 8 ถามว่าเพิ่มมา 2 คือใครบ้าง 1. อาจารย์ปริญญา 2. ทนายอั๋น คิดแล้วฮาแทน คนนึงอ.คณะนิติศาสตร์ อีกคนทนายใหญ่ คุณเลือกคนที่เก่งกฎหมายมากๆ มาเข้าทีมเพิ่ม ถือว่าเลือกได้ดี”
ขณะที่ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ก็โพสต์ ข้อความด้วยว่า “ถ้าทนายอั๋นโดนคดีอั่งยี่ – ซ่องโจร จะมีใครซื้อโอเลี้ยง-ข้าวผัดไปฝากบ้างไหม??? #ยุคคนชั่วยัดข้อหาให้คนตรวจสอบ (คุณยายวรนุชยังอาย)”