จากกรณีมีรายงานข่าวว่า น.ส.เอ ยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาดำเนินคดีกับ 8 บุคคล โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ เปิดเผยความลับของเอกสารฯ ร่วมกันกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จากกรณีร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตร และพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดนั้น
ล่าสุดแหล่งข่าวในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ล่าสุดหนังสือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองของหัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม และจะมีการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลไปตามลำดับชั้น ทั้งในส่วนของหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่จะเป็นผู้พิจารณาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดว่ามีพฤติการณ์ใดหรือองค์ประกอบใดเข้าข่ายที่จะต้องส่งเรื่องไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบ เพื่อตั้งเรื่องสืบสวน หรือรับเป็นคดีพิเศษ หรือไม่ เนื่องด้วยทางผู้ร้องมีความประสงค์จะให้เป็นคดีอาญา แต่สาระสำคัญคือการต้องดูว่าข้อมูลและการร้องเอาผิดในครั้งนี้ เข้าข่ายตามกฎหมายของ DSI ในส่วนของคดีอาญาจริงหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายเลือกตั้ง เพราะหากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องคำร้องนี้ไปให้ทางสำนักงาน กกต. เป็นผู้ดำเนินการแทน
แหล่งข่าวในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า สำหรับเจ้าของหนังสือที่เป็นผู้ยื่นคำร้องส่งมายังปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีเอาผิดบุคคลทั้ง 8 รายนั้น ยืนยันว่าว่ามีตัวตนอยู่จริง แต่เพียงแค่ไม่ประสงค์ออกนาม และถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนั้น ซึ่งผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บุคคลสามารถยื่นหนังสือขอให้หน่วยงานดำเนินการตรวจสอบการกระทำของคณะบุคคล ที่มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อยู่แล้ว ซึ่งบุคคลที่ถูกร้องก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและชี้แจงเจตนารมณ์ของตนเองถึงการกระทำครั้งนั้น ว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างไรบ้าง
แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า สำหรับคำร้องการยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ ที่ประสงค์ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของคณะบุคคลทั้ง 8 ราย หากมองความเชื่อมโยงไปยังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยว่าการใช้รหัสบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ฉะนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้ร้องที่อาจจะมองว่าการกระทำของคณะบุคคลทั้ง 8 รายนี้ มีเจตนาจะเป็นการล้มการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งท้ายสุดแล้วเรื่องนี้จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าเป็นการกระทำตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง หรือมีเจตนาเป็นการล้มการเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ
แต่พนักงานสืบสวนสอบสวนหรือคณะทำงานที่จะถูกรับผิดชอบตรวจสอบคำร้องหลังจากนี้จะมีหน้าที่เพียงรวบรวมข้อเท็จจริง ว่าการกระทำเข้าองค์ประกอบกฎหมายใด ซึ่งขั้นตอนของพนักงานสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด ก็จะต้องมีการส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อตรวจสอบกลั่นกรองตามลำดับชั้น โดยเฉพาะประเด็นที่มีเนื้อหาสาระสำคัญเช่นนี้ ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าจะมีบทสรุป
แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหน้าที่ตรวจสอบคำร้องและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ร้องที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือผู้ที่ถูกร้องกล่าวหา ก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเจตนา ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็มีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ตัวเอง เพราะถ้าหากท้ายสุดแล้วพบว่าคำร้องของผู้ถูกละเมิดสิทธิเป็นการร้องเท็จ ผู้ที่ถูกร้องกล่าวหาก็สามารถดำเนินคดีกลับได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย