นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อชี้แจง 2 ประเด็นสำคัญ โดยได้โชว์หนังสือร้องเรียนต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 17 ส.ค. 2569 เรื่องขอให้วินิจฉัยและวางแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ นายศุภชัย ยืนยันว่า ไม่ใช่หนังสือร้องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญประธานคณะกรรมาธิการ 35 คณะมาประชุม
การเชิญประชุมเมื่อวานนี้เป็นแนวดำริของท่านประธานสภาฯ เอง เป็นการหารือปรึกษาหารือในเรื่องที่ตนเองได้ร้องเรียนไปเกี่ยวกับสภาพปัญหาเรื่องของการทำงานของกรรมาธิการ ซึ่งตนเองร้องเฉพาะกรรมาธิการกฎหมายฯ เรื่องความซ้ำซ้อนในการทำงานต่าง ๆ รวมถึงเรื่องของการบรรจุระเบียบวาระโดยไม่ขออนุมัติมติกรรมาธิการ
โดยเนื้อหาในหนังสือไม่ได้มีเรื่องของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทยเลย เพราะกรณีของ น.ส.สุชาดาเกิดขึ้นภายหลังส่งหนังสือไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก โพสต์ข้อความกล่าวหาว่า ตนเองยื่นหนังสือให้เรียกประธานกรรมาธิการประชุมจนเดือดร้อนกันทั้งสภา เป็นการบิดเบือน เป็นเท็จ และทำให้ได้รับความเสียหาย ช่วงเช้าวันนี้ตนเองจึงได้มอบอำนาจให้ทนายความไปฟ้องกล่าวโทษ น.ส.รักชนก รวมถึงสื่อบางสื่อที่มีการนำถ้อยคำนี้ไปแชร์ต่อ อีกประมาณสัก 3-4 สื่อ ซึ่งหลังจากนี้สื่อเหล่านั้นก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองว่าแชร์ไปด้วยความมือไว หรือขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ส่วนที่ต้องฟ้องร้องก็เพื่อต้องการให้เห็นว่า ทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับสิทธิปกป้องจากกฎหมาย
ขณะเดียวกันคนที่เข้ามาคอมเมนต์สร้างความเสียหายต่อตนเอง ทนายความพบว่ามีประมาณ 70-80 คนที่ต้องดำเนินคดีด้วย ซึ่งเรื่องนี้ตนเองจะไม่เจรจายอมความแน่นอน พร้อมเตือนว่าคนที่ไม่ถูกดำเนินคดีก็ควรระมัดระวังไว้ด้วย หากรัก น.ส.รักชนก ก็ไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางของ น.ส.รักชนก ไม่ใช่มาด่าตัวเอง
ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องนายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ตนเองได้มีการท้วงติงเรื่องการทำงานอยู่แล้วก่อนหน้านี้ เมื่อวานที่มีการประชุม ตนเองคาดหวังว่านายรังสิมันต์จะเข้าใจในสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่เจ้าตัวยืนยันเรื่องความถูกต้อง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ท่านทำน่าจะเป็นการผิดข้อบังคับ ผิดรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตนเองกับคณะกรรมาธิการ 6-7 คน จึงได้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เพื่อให้วินิจฉัยเรื่องนี้ว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์ทำไปได้ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่อย่างไร