หลังจาก ติ๊ก กนิษฐรินทร์ หรือ ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์ ออกมายอมรับว่าได้หย่ากับ หนุ่ม - ศรราม เทพพิทักษ์ เพื่อแก้เคล็ดหลังถูกพระทักว่าหย่าแล้วชีวิตจะดีขึ้น แต่ยืนยันว่ายังใช้ชีวิตคู่ สถานะสามี-ภรรยาเหมือนเดิม ล่าสุด ติ๊ก ได้เปิดใจกับ วันบันเทิง ถึงดราม่าที่เกิดขึ้น หลังถูกคอมเมนต์แรงชอบสร้างเรื่องให้สามี โดยเจ้าตัวเผยว่า
มีคอมเมนต์บอกว่าเราเป็นภรรยาที่ชอบสร้างแต่เรื่องให้สามี
“ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ ไม่ได้สร้างเลยค่ะ ถ้าจะสร้างนะคะ ทุกอย่างในชีวิต เราคงไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลย สมมติทำธุรกิจก็ต้องมีล้ม คนที่สำเร็จหลายๆคนก็เคยล้ม ติ๊กไม่ได้สนใจว่าทำไมเมีย ศรราม ชอบสร้างเรื่อง ตอนแรกๆที่ไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ มีผลค่ะ มีผลกระทบต่อจิตใจ ทำไมคนคิดแบบนี้ ทำไมแบบนั้น แบบนี้ เราก็คิดเพราะเราเป็นมนุษย์ เรามีความรู้สึก เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่มากระแทกกับความรู้สึกเราด้วยคำพูดที่แรงๆเราจะรู้สึก เพราะคนไทยชอบคนพูดชะโลมจิตใจ บางคนไม่ต้องทำงานหรอกค่ะ ใช้คำพูดชะโลมจิตใจ บางนหาเงินได้เยอะกว่าแตพูดไม่เพราะ เพราะฉะนั้นความรู้สึกแรกๆ ถ้า พี่หนุ่ม ไม่ได้สอน รู้สึกเยอะมาก รู้สึกหดหู่ พอพี่หนุ่มสอนและเรามีโอกาสมองวงการบันเทิง มองโลก มองสื่อ มองคนที่ไม่รู้จักเราคิด โอเค!เราเข้าใจ แต่อย่าแตะต้องลูกเท่านั้น จะด่าอะไรด่าได้หมดเลย แต่ถ้าแรงไปนิดนึงก็ พรบ.คอมพ์ มีค่ะ เป็นคนพูดแล้วไม่ใช่ว่าไม่ทำ ทำค่ะ
คำไหนที่เรารู้สึกว่าแรง
“เพราะคำว่าลูกขี้คุกเท่านั้นเอง มันเกี่ยวอะไรกับ วีจิ คุณเกินไปแล้ว สาบานเลยค่ะ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยใช้คอมเมนต์ดาราก่อนที่จะเป็นดารา ก่อนที่จะเป็นนักแสดงคิวบู๊ ก็ไม่เคยใช้นิสัยนักเลงเกรียนคีย์บอร์ดเข้าไปด่าดารา ไม่เคย พื้นที่คนอื่นก็ไม่เคยจริงๆค่ะ ณ วันนี้ พอมาเป็นนักแสดงเรามีความรู้สึกว่าตรงนั้นเราไม่เคยทำคนอื่นเลยนะ แต่ทำไมคนอื่นเขาชอบมาใช้คำวิจารณ์แรงๆ โอเค! เรารับได้ เราถือว่าเราไม่ได้ผ่านมาหนึ่งขั้นแล้ว เราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เราอ่านทุกอัน มีคนบอกว่าทำไมเราต้องเข้าไปอ่าน เรามีความรู้สึกว่าถ้าเข้าไปอ่าน เรายิ่งมองเห็นมนุษย์ เรายิ่งมองรู้ว่ากลไกลของโลกนี้ความคิดของมนุษย์มันแตกต่างกัน เราจะไปนั่งว่าคนนี้ต้องชมเรา คนนี้ต้องพูดดีกับเรา ไม่ใช่ เราอ่านเพื่อให้เข้าใจเขา ตัวเราไม่ได้กดดันหรอก มีแต่คนอื่นมองภาพและกดดันตัวเราเอง คนของประชาชนก็มนุษย์คนนึง ไม่ใช่ว่าดาราอยู่สูงกว่าคนธรรมดา ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่ภาพคนที่มองให้เรา เขามองว่าเราต้องเป็นยังไงเหรอ เมียศรรามจะต้องยังไงเหรอ? เมียศรรามจะต้องเป็นนางฟ้า? เป็นไฮโซ? หรือต้องเพอร์เฟ็คแค่ไหนเหรอ ในความคิดของทุกๆคนเราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าชีวิตเราคือเรียล เป็นแบบนี้ก็จะเป็น จะไม่เฟค เรามีความสุขที่เราเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นตัวเราเองสามารถกำหนด ลิขิตชีวิตเราเองได้ ถ้าเราไปเป็นตามที่คนอื่นคิด เรามีความสุขไหม เราก็จะอยู่บนความเป็นเมียศรราม แล้วเอาหัวโขนนี้มาใส่ วันนี้เอาหัวโขนนี้มาใส่ เราไม่มีความสุขหรอกค่ะ เราอยู่ตรงที่เป็นตัวเราดีกว่า มันคือชีวิตจริง
พอตอนนี้มาเป็นแฟนพี่หนุ่ม พี่หนุ่มสอนว่าใจเย็น ถ้าใจเย็นแล้วนิ่งมันจะผ่านทุกอย่างไปได้หมด แรกๆไม่เข้าใจ เพราะพี่หนุ่ม ศรราม ไม่ว่าจะแสดงอะไรก็ดัง เพราะเขาเก่ง เขามีพรสวรรค์ตรงนั้นมา หลายๆอย่างทำให้พี่หนุ่มคือ ศรราม เทพพิทักษ์ แต่เราเป็นคนธรรมดา เราก็แค่นักแสดงคิวบู๊ เราก็ไม่เข้าใจ แต่พออยู่ไปอยู่มาเราก็เข้าใจแล้ว แต่บางคอมเมนต์อ่านแล้ว เมื่อก่อนนะถกแขนเสื้อเลย มาเลยพร้อม (หัวเราะ) พร้อมดับเครื่องชนเลย แต่พี่หนุ่มสอนว่าเราต้องมีสติ ต้องนิ่งเข้าไว้ หลายๆอย่างที่พี่หนุ่มสอนทำให้เราเย็นลงเยอะ เพราะจริงๆแล้วเราเป็นที่ ถ้าเราไม่ผิดนะ อย่างบอกว่าเราทำ แต่คนก็อาจจะไม่เข้าใจเรา ต่อให้เราพูดความจริงก็อาจจะไม่เข้าใจเราอยู่ที่ ถือว่าพี่หนุ่มช่วยสอนอะไรได้เยอะ ในเรื่องความนิ่ง มีสติ คือบางทีพี่หนุ่มบอกว่า คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เพราะฉะนั้นทุกอย่างนิ่งเอาไว้ อยู่ตรงนี้เรามีความสุขกับครอบครัวก็คือพอแล้ว”
ในวันที่เราอาจจะล้ม แต่ก็มียังมีคนซัพพอร์ตเราและเชื่อใจเราอยู่
“ตรงนี้ภายในความรู้สึกเราจริงๆ เรากอดพี่หนุ่มแล้วก็ร้องไห้เวลาที่เขาหลับ บอกกับเขาข้างๆตลอดว่าขอบคุณ และก็ขอโทษในสิ่งที่ในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ตัดสินใจเร็วไปด้วยความไม่มีประสบการณ์ ด้วยความไม่มีเล่ห์เหลี่ยมในทางเป็นนักธุรกิจที่แท้จริง แต่อยากจะเป็น อยากจะช่วยทำงาน มีธุรกิจเป็นของตัวเอง จนไม่ได้คิดให้มันรอบคอบถึงวิธีการทำให้มันถูกต้อง อย่างเรื่องจดทะเบีนการค้าเราไม่มีคามรู้ตรงนั้นจริงๆ เราคิดว่าเราจะทำได้ เราก็ทำ เหมือนที่เราเคยลุยมาคนเดียว แต่พอพี่หนุ่มเขาทำอะไรเขาจะมีแผนการ มีเรื่องเอกสาร จะเป๊ะและรอบคอบ แต่เราไม่เคยอยู่จุดนั้นมาก่อนเราก็จะพลาด พี่หนุ่มก็ให้กำลังใจมาตลอด เอาง่ายๆว่า ณ ตอนนี้ในคำว่าบ้านหลังหนึ่ง ในคำว่าครอบครัว คนข้างนอกเขาไม่เข้ามารู้หรอกค่ะ เขาไม่สัมผัสได้หรอก เพราะเราก็อยู่กับครอบครัวของเรา เพราะฉะนั้นคนที่เห็นเราก็ต้องเข้าใจในตัวเรา ถึงบอกว่ารู้สึกดี รู้สึกมีความสุขมากเวลาที่ทุกๆ ครั้งเจออะไรหนักๆ มันหนักมากเลยนะ เหมือนเป็นเป้านิ่งให้ถูกต่อยไม่หยุด แทบจะยืนไม่อยู่ บางทีเราอาจจะมีเซอาจจะมีล้ม แต่เราก็ต้องใช้แขนดันพื้นแล้วลุกขึ้นมาให้ได้ เพราะว่าอย่างน้อยไม่ได้ยืนเพื่อให้คนอื่นซัดพี่ลงไปกับพื้น เรายืนให้กับครอบครัวของเรา ถ้าเรามีความสุขครอบครัวก็มีความสุข เอาง่ายๆว่า ณ ตรงนี้ไม่ใช่ว่าเป็นคนก่อเรื่อง สร้างเรื่องให้ครอบครัว แต่เพราะรู้สึกว่าอยากเป็นแรงหนึ่งที่ช่วยมันก็เลยพลาด พี่หนุ่ม บอกว่าอันนี้ทำได้ ต่อไปจะทำอะไรขอให้ปรึกษาพี่ทุกเรื่อง ให้เชื่อว่าพี่เป็นคนที่รักแม่ที่สุด คือเป็นคนที่ห่วงใย ปรารถนาดีที่สุดในชีวิต คำนี้เลยทำให้ต่อไปเราจะไม่ตัดสินใจทำคนเดียวแล้วก็จะเชื่อ พี่หนุ่ม เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่และโตมากกว่าเรา ประสบการณ์เขาที่ผ่านมา เขาก็น่าจะเรียนรู้อะไรได้เยอะมากกว่าเรา โดยที่ไม่เคยผ่านอะไรมาเลยโดยที่ไม่มีจุดๆนี้”