หลังจากก่อนหน้านี้ผู้กำกับชื่อดัง พชร์ อานนท์ และนักแสดงหนุ่ม นิก – คุณาธิป ปิ่นประดับ เปิดศึกดราม่าเดือดสนั่นโซเชียล ปมปัญหาเรื่องค่าตัวที่คุยกันไม่ลงตัว ถึงขั้นฟ้องร้อง ต่างฝ่ายต่างงัดหลักฐานออกมาสู้กัน แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี เมื่อทั้งคู่ปรับความเข้าใจและหวนกับมาจูบปากร่วมงานกันอีกครั้ง ในภาพยนตร์ “บอกโลกให้รู้ ว่ากูรักมึง” (Tell The WORLD I Love You) โดยทั้งคู่ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า
กลับมาจูบปากกันแล้ว
พชร์ : “ก็คุยกันแล้วนะครับ เพราะว่าเราก็ต้องยกโทษให้เด็ก เพราะว่าเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่ได้คุยกันตั้งแต่มีเรื่อง ก็อาจจะมีอะไรคาดเคลื่อนนิดหน่อย หลังจากนั้นเราก็โทร.หาเขา เพราะเขายังมีสัญญาอยู่กับเรา 2 ปี แล้วเราก็เป็นคนดูแล เราก็ติดต่อเขาว่าอย่างเล่นหนังไหม เพราะเราก็ต้องตามสัญญาที่เราเซ็นไว้ แล้วเราก็ชวนเขามาเล่น เขาก็โอเค ว่าของคุยขอเคลียร์กับพี่พชร์ก่อน เราก็บอกไม่ต้องเคลียร์หรอก เรื่องเก่าๆ ให้มันลืมๆ ไป เพราะว่าเราเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน เข้าใจผิดกัน ส่วนเรื่องคดีความจะเป็นอย่างไรต่อไปอันนั้นก็ต้องรอดูทางศาลก่อน ให้มันเป็นไปตามกระบวนการ แต่จริงๆ เราก็ไม่ได้มีอะไร นิกก็ไม่ได้มีอะไร แค่เราไม่ได้คุยกัน”
อะไรคือสิ่งที่เราไม่เข้าใจกัน
พชร์ : “มันมีหลายเรื่องครับ แต่เราก็พยายามคุยกัน พยายามเคลียร์ให้ดีที่สุด ซึ่งเราก็จะพยายามไม่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ไม่ใช่ว่าเรามายอมดีกับนิก ไม่ใช่ เราเต็มใจที่จะให้โอกาสเด็กอีกครั้งหนึ่ง เพราะน้องก็ไม่ได้ผิดอะไรมากมาย แต่เราก็อะ ในเมื่อจะคุยกัน เราก็คุยกัน แล้วก็ให้งานน้องทำ”
ใครเป็นฝ่ายโทร.หาใครก่อน
พชร์ : “เราโทร.หาเขาก่อน นิกเขาก็พยายามจะโทร.หาเราแหละ แต่เราไม่รับ คุณแม่โทร.มาก็ตัดทิ้ง คือเราไม่รับเขาเลยช่วงนั้น แต่เราก็เข้าใจเด็กไง ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันดี เราก็ไม่ว่ากัน แต่ต่อไปนี้ก็ต้องคุยกัน ว่าอะไรเป็นยังไง มันเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า ต่างคนต่างหัวร้อนทั้งคู่ เราก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว สไตล์เราก็เชิ่ดๆ เริ่ดๆ อยู่แล้ว แต่พอเรามาคิดดูวันหนึ่ง มันเหมือนมีอะไรติดขัดในใจเรา เราก็คุยกันดีกว่า เพราะเราก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องยกโทษให้เด็ก อะไรที่อภัยได้ ก็อภัยกัน เหมือนคนไทยตอนนี้ อะไรที่อภัยได้ ก็อภัยกัน เพราะว่ามันจะทำให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้นนะครับ”
ตอนพี่เขาโทร.ไปหาเรารู้สึกอย่างไรบ้าง
นิก : “ตอนแรกก็ตกใจครับ เพราะว่าเราไม่ได้คุยกันนานมากๆ จริงๆ เรื่องมันไม่ได้มีอะไรเลย แค่เราไม่ได้พูดคุยกันมากกว่า พอมาเจอกันอะไรๆ ก็ดีขึ้นครับ ก็มีการขอโทษกันครับ ณ ตอนนั้นเลย พอพี่เขาให้อภัยแล้ว เราก็แฮปปี้ครับผม อย่างที่บอกจริงๆ ผมไม่ได้โกรธอะไรพี่พชร์ พี่เขาก็ไม่ได้โกรธอะไรผม แค่เราไม่ได้คุยกัน”
คิดไหมว่าเราจะสามารถกลับมาเล่นหนังพี่พชร์ได้อีกครั้ง
นิก : “ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะกลับมาเล่นหนังแล้วครับ ผมคิดว่าชีวิตนี้ผมจะไม่เล่นหนังอีกแล้ว ผมก็ไปทำช่องยูทูปของผม ไปทางอื่น จนวันที่พี่เขาโทร.หา ซึ่งจริงๆเราอยากเคลียร์อยู่ตลอดอยู่แล้ว”
พชร์ : “แต่เราไม่คุยกับเขาเอง”
นิก : “อย่างที่เขาบอกกับสื่อว่าทำไมไม่ติดต่อเขาไป ผมก็ให้แม่โทร.ไป พี่เขาก็บล็อกเบอร์แม่ผม ก็เลยไม่รู้จะติดต่อยังไง”
รอบนี้กลับมากลัวว่าประวัติศาสตร์ะซ้ำรอยไหม
นิก : “จริงๆไม่กลัว เพราะว่าที่ผ่านมาจริงๆ ผมว่าพี่พชร์เขาไม่ได้จะทำร้ายอะไรผมอยู่แล้ว มันเป็นด้วยอารมณ์ ต่างคนต่างมีอารมณ์แค่นั้นเอง”
เรียกว่าหายงอนได้ไหม
พชร์ : “มันไม่ได้หายงอนหรอก เราเห็นเด็กที่เราทำงานด้วยกัน เคยอยู่สังกัดเดียวกัน พอเรารู้สึกว่าเขามีปัญหาเราก็อยากจะช่วยให้เขาดีขึ้น เราก็ไม่เคยลืมเขา ใครจะว่ายังไงเราก็ยอมรับอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาทำไมถึงขึ้นศาลทำไมถึงโวยวายเราก็ยอมรับ เราก็ยอมรับผิด แต่ในเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่เราก็ต้องให้โอกาสเด็กคนหนึ่ง ตอนแรกว่าจะเอาให้ถึงที่สุด แต่ก็เออ..ไม่เอาดีกว่า"
แล้วอะไรที่ทำให้หยุดคำว่าเอาให้ถึงที่สุด
พชร์ : “สติๆ สติทำให้หยุดคำว่าเอาให้ถึงที่สุด เพราะตอนนั้นโมโหหัวร้อน พอคนเรามีสติก็กลับไปทบทวน ว่าเรื่องมันเป็นอะไรยังไง ทำยังไงถึงจะให้มันดีขึ้น ไม่งั้นมันก็จะค้างคาใจว่าเราทะเลาะอยู่กับเด็กคนหนึ่ง เราก็ยกโทษให้ดีกว่า แล้วก็การที่เราให้อนาคตเด็กอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะให้เขาพิสูจน์ ว่าเขาจะเป็นคนเดิมไหม ไม่เกี่ยวกับมือที่3 มือที่4 ที่5 ที่6 ไม่เกี่ยว”
หลายคนก็มองว่า “นิก” เปลี่ยนแฟนใหม่ “พชร์” ก็เลยให้โอกาส
พชร์ : “อ๋อ ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเรื่องแฟน เพราะที่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่เรื่องแฟนเรื่อง ต่างคนต่างทรนงมากกว่า เขาก็จะสไตล์เขา เราก็จะสไตล์เรา แต่พอมาคิดดูแล้วว่าถ้าคนเราดีกัน ดีกว่าโกรธกัน มันไม่เกี่ยวเรื่องแฟน เพราะว่าเราทำงานกันดีกว่า อดีตที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป เพราะเราก็อยากจะบอกทุกคนว่า อะไรที่มันยกโทษได้ก็อภัยให้กันดีกว่า สังคมจะได้มีความสุข (โอเคที่คบคนนี้?) เขาคบกับใครก็เรื่องของเขา เพราะว่าคนเก่าคนนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร มันไม่ได้เกี่ยวกับเราแต่ แต่เราก็ต้องบอกให้เขารู้จักดูแลตัวเอง ให้เขาเลือกคบคน”
หลายคนก็มองว่า “นิก” ไปไหนไม่รอดสุดท้ายก็กลับมา
นิก : “จริงๆ อย่าเรียกว่าไปไหนไม่รอดเลยดีกว่าจริงๆ เรียกว่าอยากกลับมา เราคิดถึงกันมากกว่าครับ ผมอยากกลับมาร่วมงานกันมากกว่า พอพี่พชร์เขาได้ติดต่อมา ผมก็แฮปปี้ที่จะอยากกลับมาทำงาน เพราะอย่างที่บอก ผมพูดตรงๆ ว่าตอนแรกผมก็เอียนกับการที่จะเล่นหนังไปแล้ว ผมอยากจะไปเป็นยูทูปเบอร์ ไปทางนั้นแล้ว ถามว่า กลับมาครั้งนี้ต้องปรับตัวไหม ก็ไม่มีอะไรต้องปรับครับ ตอนที่เรากลับมาคุยไลน์กันกับพี่พชร์ แรกๆก็เหมือนมีอะไรมากั้น แต่พอเรานัดเจอกันก็เหมือนทะลายกำแพง”
พชร์ : “เหมือนมีคลื่นมากั้น เพราะเราคุยโทรศัพท์กันไง คือเรามาคิดแล้วก็ให้อภัยกันดีกว่า ทะเลาะไปก็เท่านั้น”
มองหน้ากันติดได้เลยเหรอ ทั้งที่มีเรื่องกันมาขนาดนี้
พชร์ : “เราเป็นคนสไตล์นี้อยู่แล้ว คือเป็นคนให้อภัยคน ไม่ใช่กรณีนิกคนเดียว คนอื่นเราก็ให้ ถ้าใครที่เรารู้สึกว่าเขาดีขึ้น แล้วทำให้เรารู้สึกว่าเป็นคนใจดี ให้อภัยแล้วรู้สึกสบายใจ อะไรที่ตะขิดตะขวงใจก็ปล่อยวาง ทำให้มันดีขึ้น (โกรธง่ายแต่หายง่ายกว่า?) พอๆกัน โกรธง่าย หายโกรธยาก แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะยังไงเขาก็เคยเป็นเด็กเรา ใครจะด่าเราก็ได้นะ เราไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะเราคิดดีแล้ว เราถึงคุยกับเขา”
เรื่องสัญญาจะเป็นอย่างไรต่อไป
พชร์ : “ก็รอให้มันหมด อีก 2 ปีหมด ระหว่างนี้เขาก็ทำงานกับเราไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นเขาจะไปทำอะไรก็ตามสบาย เรื่องของเขา ไม่ได้บังคับให้เซ็นต่อ เราไม่บังคับแล้ว อยู่ที่จิตใจเขา เพราะคนเรามันดูแลได้แค่ตัว แต่จิตใจเราดูแลกันไม่ได้อยู่แล้ว”
งานต่างๆก็ติดต่อผ่านทางเราใช่ไหม
พชร์ : “ก็คงจะยังงั้นครับ คนอื่นไม่ติดต่อเขาอยู่แล้ว เพราะเขากลัวน้องยังมีสัญญากับเรา”
เราโล่งอกขึ้นไหม
นิก : “โล่งอกครับ แล้วก็อยากจะบอกคนที่เคยติดต่อมา ตอนนี้รับงานได้แล้วนะครับ”
พชร์ : “รับไม่รับอะไรบอกเราด้วย เพราะคิวต้องเทให้เรา”
ช่วงนั้นสูญเสียเยอะไหม
นิก : “เยอะมากครับผม แค่ค่ารีวิวก็เยอะแล้ว”
พชร์ : “เขาทำตัวเขาเองไง”
ตอนขอโทษมีพวงมาลัยขอขมาไหม
พชร์ : “ไม่ต้องๆ พวกนี้มันไม่สำคัญสำหรับเรามันสำคัญที่ความจริงใจมากกว่า อย่างเทพพิทักษ์ มาขอโทษพี่ตอนนี้เราอาจให้อภัยก็ได้ แต่อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ (หัวเราะ)”
เรื่องคดีใครจะถอนใครก่อน
พชร์ : “ต้องรอ มันเป็นรูปของคดี แต่จริงๆ แล้วศาลก็อยากให้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยกันมากกว่า มันก็ขึ้นอยู่กับเรา 2 คน เดี๋ยวรอศาลท่านเรียกเราอีกครั้งหนึ่ง ก็ค่อยไกล่เกลี่ยกันในชั้นศาล ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รู้คร่าวๆว่าน่าจะเป็นปีหน้า (ไกล่เกลี่ยแล้วก็คือจบเลยไหม?) ใช่ เราทำงานด้วยกันแล้ว ถ้าไม่จบก็แปลกหรือเปล่า เราไม่ได้ว่าท่านนะ เราไปขอให้ท่านช่วย ให้ตัดสินกันไป เราก็อยากให้จบกันดี เพราะเราก็ไม่รู้จะทะเลาะกันไปทำไม อันนี้ไม่ได้เป็นตัวอย่างอะไรนะ เดี๋ยวคนอื่นจะเลียนแบบ ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน มันเป็นแต่ละกรณีไป”
กลับมาจูบปากกันแล้วเนอะ
พชร์ : “ว่าจะจูบให้ดูแต่เขาไม่กล้า (หัวเราะ แล้วหันมากอดกัน)”