“แพท พาวเวอร์แพท” เปิดชีวิตจากนักร้องดังสู่เรือนจำ และสิ่งที่ตั้งใจทำหลังพ้นโทษ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




“แพท - วรยศ บุญทองนุ่ม” หรือ “แพท พาวเวอร์แพท” เปิดใจครั้งแรก ถึงเส้นทางชีวิตในวันที่หลงผิด จนต้องเข้ารับโทษในเรือนจำ และเผยถึงสิ่งที่ตั้งใจทำในวันที่ได้รับอิสรภาพคืนมา

หลังจากวานนี้ (4 ม.ค.63) อดีตนักร้องชื่อดัง แพท - วรยศ บุญทองนุ่ม หรือ แพท พาวเวอร์แพท ได้รับอิสรภาพ หลังติดคุก 16 ปี 8 เดือน ในคดีมียาเสพติดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ (ยาอี)

“แพท พาวเวอร์แพท” พ้นโทษ ได้บทเรียน สัญญาจะไม่ทำผิดอีก

และวันนี้ (5 ม.ค.63) พาวเวอร์แพท ที่ได้ออกมาใช้ชีวิตอยู่โลกภายนอกได้ 1 วัน ก็ได้เปิดใจกับ “คุยแซ่บShow” ถึงชีวิตที่เคยผิดพลาด การใช้ชีวิตในเรือนจำ และการออกมาสู่โลกปัจจุบันว่า

ปรับตัวได้หรือยัง

“ยัง กำลังพยายามอยู่ ช่วงระยะเวลาที่อยู่ข้างในมันนานมาก 16 ปี 8 เดือน เทคโนโลยี สภาพแวดล้อมสังคม มันเปลี่ยนไปหมด เหมือนปุ๊บปั๊บวันเดียว เร็วเกินไป ยังตั้งตัวไม่ทัน ที่ตกใจที่สุดคือกับสมาร์ทโฟน เมื่อก่อนมีมือถือแต่เป็นธรรมดา แบบฝาพับ สื่อโซเชียลต่างๆ

ตอนที่อยู่ในเรือนจำเขาห้ามมีมือถือ เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เล่นไลน์ พยายามให้ลองให้ ครอบครัวเตรียมไว้ให้ หลานชายและพี่เขยก็ค่อยๆสอน ตอนนี้เริ่มพิมพ์ไลน์ แต่ยังช้าอยู่ (ยิ้ม)”

ออกมาก็ก้มกราบพ่อแม่

“เป็นสิ่งที่เราตั้งใจอยากทำมานาน ลึกๆมีความรู้สึกผิดบางอย่างคิดอยู่ในใจ เราเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวลำบากกับการกระทำของเรา ผมอยากจะขอโทษ ยังไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับครอบครัวขนาดนั้น และตั้งใจไว้ว่า เมื่อพ้นโทษจะขอก้มกราบพ่อกับแม่ พอนาทีนั้นไม่ต้องคิดแล้ว โมเมนต์นั้นเลยก้มลงไปกราบ กอดเขา และขอโทษเขา

ที่ผ่านมามีโอกาสได้ใกล้กันตอนพบญาติ คนเยอะๆ บางทีอาจจะไม่ค่อยสะดวก และเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว และเหตุการณ์เมื่อวานก็ประทับใจแและตื้นตันมากๆ ตอนที่กอดคุณพ่อบอกว่าไม่ต้องร้องนะลูก แต่ผมร้อง (ยิ้ม) ปกติผมไม่ได้ร้องไห้ง่าย ไม่เซ็นซิทีฟมาก แต่พอเรื่องแบบนี้มันหนักมากๆในชีวิต และเป็นสิ่งที่เรารอคอยมาตลอดและเฝ้าคิดถึง จินตนาการภาพต่างๆ พอมาถึงก็ตื้นตัน อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่จุด มันพูดไม่ได้ คุณแม่บอกว่า เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วนะลูก คนอื่นๆก็จะอวยพรเรา เรื่องร้ายๆผ่านไปแล้ว จากนี้ขอให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านพ้นไป ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวให้ดี ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่จะพูดแบบนี้”

จริงๆเราอยากจะบอกอะไรท่าน

“ตอนที่ก้มกราบ พูดไม่ออก ไม่ได้พูด น้ำตามันไหลออกมาแล้วตอนนั้น (ยกมือไหว้) ผ อยากจะขอโทษพ่อและแม่ ผมอาจจะไม่ได้เป็นลูกที่ดีที่ผ่านมา อาจทำให้ทุกคนลำบาก อยากจะขอโทษ หลังจากวันนี้ไป วินาทีนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะชดเชยในสิ่งที่พลาดไป ไม่ได้ทำสิ่งดีๆให้ครอบครัว ไม่ได้ทำให้พ่อแม่ จะกลับไปดูแลท่านในช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่"

"อยากกราบเท้าแม่" เปิดใจ “แพท พาวเวอร์แพท” 16 ปีที่อยู่ในคุก

เมื่อวานพอออกไปจากหน้าเรือนจำ ครอบครัวพาไปวัด ไปถวายสังฆทาน ไหว้พระ รดน้ำมนต์ และเยี่ยมญาติ ไปสักการะศาลหลักเมืองที่ จ.นนทบุรี ก็ได้รับพรมาจากหลายๆท่าน ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างมาก รู้สึกเกินคาดกับความรัก ความหวังดี ที่ทุกคนมีให้เรา อาหารมื้อแรกกับครอบครัวคือมื้อกลางวัน เป็นข้าวราดแกง น้ำพริกกะปิ ปลาทู ไก่น้ำแดง เมื่อวานอบอุ่นมาก ตอนนี้เวลาเดินทางจะมีปัญหาเมารถ และระยะสายตาเคยมองแต่ที่แคบๆ ต้องมองที่ไกลๆขึ้น มันเวียนหัว ก็ต้องปรับตัว”

ตอนนั้นทำไมรู้จักยาเสพติด

“ตอนนั้นเด็กๆ เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงพอสมควร ชอบเล่นดนตรี ก็มีไอดอลที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็แยกแยะไม่ออก อยากใช้ชีวิตแบบเขา เรื่องความเกเร เรื่องยาเสพติด ตอนนั้นเราอายุยังน้อง แยกแยะไม่ออก และบางครั้งเหมือนไม่มีใครเข้าใจเรา คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะคุยกับใครเวลามีปัญหา ก็ใช้ยาเสพติดเป็นเพื่อน ก็ยิ่งถลำไปเรื่อยๆ จนชีวิตพังไป ถามว่าลึกขนาดไหน ตอนนั้นเสพยาทุกวัน ทุกเวลาที่ลืมตาตื่นขึ้นมา แต่ก็ทำงานได้ปกติ ยังมีสติที่ดี ตอนนั้นก็มีเพื่อนๆและพี่ ครอบครัวพยายามดึง แต่เราไม่ฟัง เพราะเราเป็นคนหัวดื้อ และมีความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้อง ไม่เชื่อฟัง ตอนนั้นพ่อแม่เตือน แต่เราไม่เชื่อ ไม่ฟัง”

ขยับจากผู้เสพ มาเป็นผู้ค้าได้ยังไง

“พอเราเสพยา จิตใจจะไม่เข้มแข็ง อ่อนไหว ถูกชักจูงง่าย ก็ถูกชักจูงไปในทางนั้น โดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เราไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการขายทั้งสิ้น แต่ถูกชักจูงว่า เอามาฝากนะ ก็ใช้ไปเลย เดี๋ยวมาเอา เราติดยา มีของเสพก็เลยโอเค ตอนที่ตำรวจจับเพราะเขามาเอายา ตอนนั้นช็อกมาก ตกใจว่ามันเกิดขึ้นจริงเหรอ ฝันไปหรือเปล่า ตอนนั้นคิดว่าพังแล้ว ทุกอย่างจบ ก็คิดไม่ออกว่าจะยังไงต่อ มันตื้อไปหมด”

 ตอนนั้นที่โดนจับคิดไหมว่าจะบอกยังไงให้หลุด

"ผมปฏิเสธคงลำบาก เพราะของกลางอยู่กับเรา ก็คงพูดอะไรมากไม่ได้ พูดยังไงคนก็ไม่เชื่อ จะบอกว่าไม่ใช่ของผมก็แก้ตัวไม่ขึ้น"

เสียดายที่สุดตอนที่ถูกจับ ชื่อเสียง ชีวิต ครอบครัว

“ทุกอย่าง เท่ากันหมดเลย เพราะมันจบไปหมดเลยทุกอย่าง”

วินาทีที่ถูกจับมีหน้าคนที่เตือนสติเราโผล่มาไหม

“มีครับ คุณพ่อคุณแม่ ทุกอย่างที่ท่านเคยพูดสอน เรื่องการใช้ชีวิตที่เราไม่ฟังมันตรงและจริงทุกอย่างเลย”

ตามหลักกฏหมายต้องโดนกี่ปี

“จริงๆแล้ว โทษของผมจะต้องตัดสิน 2 ตลอดชีวิต ในตอนแรก คือตลอดชีวิต 2 ครั้ง แต่ว่าในการให้การเป็นประโยชน์ต่อศาลรับสารภาพก็ลดให้เหลือ 50 ปี ตอนนั้นอายุ 23-24 ปี”

คุณพ่อคุณแม่ทราบข่าวตอนไหน

“คิดว่าน่าจะตอนที่ออกข่าวมั้งครับ ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่กับครอบครัวแล้ว เราก็ไม่ได้โทรบอก เขารู้จากสื่อมวลชน เพราะก่อนหน้านั้นไม่ค่อยได้ติดต่อกับครอบครัวเท่าไหร่ ออกมาใช้ชีวิตเอง เขาก็รีบมาหาผมเลย ถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็หาทนายมาช่วย ผมเห็นแม่ร้องไห้ผมก็รับไม่ได้ เหมือนเราทำไมเป็นลูกที่เลวขนาดนี้ ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นได้อย่างไร เขาไม่ได้ต่อว่า เขาเงียบ ยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดที่สุด ทำไมแย่ขนาดนี้ ตอนนั้นก็บอกคุณแม่บอกว่า มีปัญหาทำไมไม่มาบอกกันก่อน ทุกเรื่องทำไมไม่มาปรึกษาครอบครัวก่อน”

ก้าวแรกในเรือนจำเป็นอย่างไร

“มันค่อนข้างแตกต่างจากหนังโดยสิ้งเชิง ตอนแรกที่ผมเข้าไป ผมไปอยู่ที่บำบัดพิเศษกลาง สำหรับคดียาเสพติด เข้าไปตอนเย็น พอเข้าไปมันเงียบมาก มันไม่มีคนเลย 2 ข้างซ้ายขวาเป็นตึก ผมไม่รู้ว่าเวาที่ผมไปเป็นเวลาที่เก็บผู้ต้องขังแล้ว อยู่ชั้นบนก็จะมีตะแกรงมองลอดได้ ด้วยความที่เงียบผู้คุมพาเข้าไป เสียงตรวนที่ข้อเท้าก็ดัง คนก็มองลงมาซึ่งเขาคงจะทราบข่าวกันแล้ว ก็ร้องเฮ..รับทั้ง 2 ข้างทาง ผมตกใจมาก ว่ามันคืออะไร แล้วมันมืดไงตอนนั้น ผมไม่เข้าใจ แล้วก็ค่อยเรียนรู้ไปว่าเป็นตึกนอน มีช่องเล็กๆที่เขาจะมองเห็นด้านล่าง”

ทุกคนทราบว่าเป็นศิลปินนักร้อง โดนจับจ้องเป็นพิเศษไหม

“แน่นอนเลย ตอนแรกเลยผมว่ามันเป็นเรื่องที่มีนักร้องนักดนตรีเข้ามาเรือนจำ เราน่าจะคึกคักขึ้นอะไรประมาณนี้ เขาคิดว่าน่าจะได้ความบันเทิงจากผม ซึ่งตอนนั้นผมไม่พร้อมให้ความบันเทิงกับใคร เราไม่รู้จะเจออะไรบ้างถามว่าปรับตัวนานไหม วันแรกๆ ต้องสอบประวัติ ตรวจสุขภาพ ตัดผม อะไรต่างๆ ในแดนแรกรับสำหรับผู้ต้องขังใหม่ พอเสร็จธุระผู้คุมบอกว่าเดี๋ยวกลับไปร้องเพลงให้เพื่อนฟังหน่อยนะ เพื่อนรอเป็นร้อยแล้ว พอเราไปถึงเห็นคนนั่งรอเราเป็นชั่วโมง เราก็ร้อง เป็นแดนกิจกรรม ชุมชนบำบัดผู้ต้องขังที่ติดยาเสพติด วันแรกเลย น่าจะเป็นเพลงของวงสิบล้อ”

พอได้ร้องเพลงก็สบายใจ ความเกร็งมันหายไปเลย พอเขาเฮ ร้องตามเรา แสดงความรู้สึกที่มีความสุข มันไม่ได้น่ากลัวนะ ทุกคนเหมือนคนธรรมดา ไม่ได้เลวร้ายแบบในหนัง ตอนกลางคืนก็นอนปรับทุกข์กัน เป็นเรื่องปกติของคนข้างในอยู่แล้ว ถามว่ามีคนมาจีบไหม ก็มี มีเพศทางเลือกเขียนจดหมายส่งมาให้เรา ผมก็ฝากคนที่รับฝากไปบอกเขาว่าผมไม่ได้มีรสนิยมแบบนี้ ก็ปฏิเสธกันไปดีๆ แต่เป็นเพื่อนกันได้ เพราะเราไม่ได้กีดกัดใคร หลังจากนั้นพอเขารู้ก็เงียบๆไป คนอื่นๆก็จะรู้แล้ว”

ตอนศาลตัดสินจำคุก 50 ปีความรู้สึกเป็นยังไง

“ก็ตกใจ เราจะอยู่ยังไงในเรือนจำ 50 ปี แต่พอศาลตัดสินก็น้อมรับคำตัดสิน เพราะว่าเป็นสิ่งที่เรากระทำผิดจริง ก็มานั่งคิดว่าจะอยู่อย่างไรในเรือนจำให้ได้ ก็ใช้เวลาอยู่สักพักในการทบทวนตัวเองว่าเราต้องอยู่และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องอยู่กับมันให้ได้ ก็ทำให้มันดี ทำให้เป็นคนดีที่ดีกว่าเดิม ทำให้คนภายนอกที่เขาเห็นภาพเราเหล่านั้นรู้สึกกับเราใหม่ พัฒนาตัวเองทุกๆ ด้านที่เราสนใจ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ครอบครัวภูมิใจ ก็เริ่มมองว่าในเรือนจำมีอะไรที่เราสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ ใช้เวลาเป็นเดือนนะที่คิด”

ตอนนั้นหลังประกาศคำตัดสิน ครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง

“ท่านก็คงตกใจ แต่ให้กำลังใจเราอยู่นะ ก็บอกอยู่ไปลูก ให้ทำตัวดีๆประพฤติตัวดีๆ ในกฏในระเบียบ เดี๋ยวเขาก็ลดโทษให้ อยู่ไม่ถึงหรอกสู้คดีกว่า 7 ปี หมดไปเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ ครอบครัวก็ไม่พูด”

เคยมีความคิดไม่อยากอยู่ผ่านหัวบ้างไหม

“ไม่เคยมีขนาดนั้น ไม่ได้รุนแรง เราต้องสู้ เพราะมีครอบครัวที่คอยให้กำลังใจตลอดเวลา ครอบครัวผมน่ารักมาก ไม่เคยทิ้งเลย ผมก็ต้องยืดหยัดให้ได้ ผมเริ่มต้นว่า อันดับแรกเลยอยากเรียนให้จบปริญญา ตอนนั้นพอจบ ปวช. ก็มาเล่นดนตรี ออกอัลบั้ม ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย พอทราบว่าข้างในมีการศึกษาทางไกล ให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเรียนในชั้นปริญญาตรีก็สมัครเรียนเลย เขาก็มีหนังสือส่งมาตามชุดวิชาที่เราเลือกเรียน ส่วนเรื่องครูก็ดูว่าผู้ต้องขังเลือกชุดวิชาตรงกันเยอะ ก็จะมีครูมาสอนเสริมอีกทีนึง ตอนนั้นเรียนจบศิลปศาสตร์ สารสนเทศน์ศาสตร์ แล้วก็เรียนต่อเรื่องจิตรกรรม ที่เรือนจำได้มีการสอนวิชาชีพจิตรกรรม มีครูจิตอาสาเข้ามาสอน ก่อนเข้าเรือนจำไม่เคยวาดรูปมาก่อน”

จะมีโอกาสกลับมาร้องเพลงจริงจังไหม

“คืองานเพลงมันเป็นชีวิตผมอยู่แล้ว ผมโตมากับเสียงเพลง มีโอกาสแน่นอน ตอนนี้กำลังคุยๆ กันอยู่ครับ”

กลับมาครั้งนี้มีคิดไหมว่าสังคมจะไม่ให้อภัยเรา

“ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะ เพราะผมเชื่อว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเมตตา แล้วก็ให้อภัย แล้วผมก้ตั้งใจจริงที่จะกลับตัวเป็นคนดีและใช้ชีวิตต่อไปเป็นการพิสูจน์ สร้างความดี สร้างประโยชน์ให้สังคม ถ้าทุกคนได้เห็นแล้วความคิดนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น”

สุดท้ายอยากบอกอะไร

“เรื่องเกี่ยวกับตัวอย่างของตัวเองที่เจอมา ผมไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวใคร เกิดกับใคร ผมอยากให้ดูชีวิตผมเป็นบทเรียน เยาวชนควรจะเชื่อฟังเชื่อฟังครอบครัว เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะบุคคลเหล่านั้นคือคนที่หวังดีและเป็นห่วงเราที่สุด ใครที่กำลังคิดจะทำสิ่งที่ไม่ดี ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อยากจะให้เลิก มันไม่คุ้มค่ากันกับสิ่งที่คุณคิดว่าคุณผลประโยชน์อะไรมา ถ้าพลาดเข้าไปอยู่ข้างใน ชีวิตจบ ไม่มีเงินจำนวนใดที่จะมาชดเชยชีวิตที่สูญเสียไปในนั้นได้ (ไหว้) อยากขอโอกาสสังคม ผมตั้งใจแล้วว่า ผมจะต้องเป็นคนที่ดีกว่าเดิมให้ได้ ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็นคนดีกว่าเดิมแล้ว ผมเชื่อว่าคนไทยใจดีครับ และยินดีที่ให้โอกาสกับผม ขอบคุณครับ”

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ข่าวบันเทิง

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ