ค่อยๆโกยคะแนนความนิยมจากแฟนๆผ่านฝีมือทางการแสดง จนขึ้นแท่นหนุ่มฮอตเจ้าเสน่ห์ของวงการบันเทิง สำหรับนักแสดงหนุ่ม ลี - ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ ที่ล่าสุดได้เพิ่มอีกหนึ่งบทบาทกับการเป็นนักร้อง ในโปรเจ็กต์อัลบั้มพิเศษ BOYS DON’T CRY ซึ่งนอกจากจะทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์กับการร้องเพลงของหนุ่มคนนี้แล้ว
ตัวเขาเองก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากๆ ที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นปมในใจมาตลอดการคำครหา “หายใจยังเพี้ยน” วันนี้ได้ปลดล็อกด้วยการมีซิงเกิลเป็นของตัวเอง
เขาเผยว่า “เพลง why? เป็นเพลงที่อยู่ในโปรเจ็กต์อัลบั้มพิเศษ BOYS DON’T CRY เป็นเพลงที่นำเสนอมุมมองความเศร้าของผม จริงๆมันแอบแฝงแนวดนตรีที่ผมชอบไว้ด้วย เพลงนี้เป็นเพลงที่เป็นการตั้งคำถามอย่างเดียว โดยที่ไม่มีคำตอบ ผมมองว่าความเศร้าของคนบางประเภท จะเศร้าต่อเมื่อคิดวนลูป แล้วไม่มีคำตอบ เช่น ถ้าเป็นเรื่องความรักในเพลงนี้ ประมาณว่าคนอย่างฉันมีสิทธิ์รักใครมั้ย? หรือเกิดมาเพื่อเสียดาย? มันเหมือนเป็นการถามว่าจะรักใครทำไมยากเหลือเกิน มันไม่มีคำตอบเลย ผมว่าหลายคนเจอปัญหานี้ ทำไมเขาไม่ชอบ ไม่รัก ไม่หันมามองเรา โดยที่เราไม่ได้คำตอบ เพราะเราไม่ได้ถาม
ถามว่าผมเคยเจอเรื่องแบบนี้ไหมเหรอ ก็มีครับ ส่วนใหญ่ที่เล่าในเพลงนี้จะเป็นเรื่องของตัวผมเองซะเยอะ ผมเคยชอบคนนึงๆ แต่เขาไม่เลือกผม สุดท้ายเขาก็ไปชอบอีกคนนึง แต่เป็นในช่วงตอนเด็กเลยนะ มันก็เลยเป็นคำถามคาใจในตอนนั้น
แต่จริงๆเพลงนี้ อาจจะไม่ได้หมายถึงความรักอย่างเดียว อาจจะหมายถึงเรื่องทั่วไปด้วย เช่น เรื่องงาน กับการตั้งคำถามว่า ทำไมวันนี้ทำงานไม่ดีเลย ทำไมเราโดนต่อว่า ฯลฯ คำถามที่มันวนลูปแล้วทำให้เราเสียใจ บางทีไม่เราสามารถมูฟออนคำถามเหล่านั้นไปได้ กลายเป็นว่าเราวนอยู่กับมันจนเราร้องไห้ ประมาณนั้นครับ”
“ลี” มีวิธีมูฟออนจากเรื่องต่างๆที่ทำให้เราเสียใจยังไง?
“ผมลองหามาหลายวิธีนะ ก็มีวิธีที่หลายคนบอกแล้วผมเห็นว่ามันค่อนข้างได้ผลจริงๆ คือ “การเปลี่ยนโฟกัส” เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรที่ทำให้เราเศร้า ก็หาอย่างอื่นมาโฟกัสแทนเลย ที่ผมทำบ่อยคือ ดูการ์ตูน ดูไปเรื่อยๆ จะค่อยๆผ่อนคลายขึ้น”
ฟีดแบคค่อนข้างดี?
“ครับ (ยิ้ม) ขอบคุณทุกคนที่ฟังและชอบเพลงผมนะครับ ส่วนใหญ่คนจะไม่ค่อยได้เห็นผมร้องเพลงมากเท่าไหร่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวผมตั้งแต่ก่อนเข้าวงการแล้วว่า ผมไม่ชอบร้องเพลง ผมร้องเพลงไม่เพราะ แต่พอมีโอกาสมาร่วมโปรเจ็กต์นี้ ทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ว่าผมก็ร้องเพลงได้ เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ของผมเหมือนกัน เป็นการทำลายกำแพงที่ผมเคยมีด้วย”
ไม่ชอบร้องเพลง เพราะเคยมีปมในอดีตมาก่อน?
“ใช่ครับ ผมเป็นคนไม่ค่อยร้องเพลง จะร้องก็ต่อเมื่อตามงานอีเวนต์ แต่จะร้องเพลงเดิมๆ เป็นปีก็ร้องอยู่เพลงเดียว พอร้องหลายครั้งก็จะเริ่มมั่นใจ เลยไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนเพลง ผมเคยมีปมในอดีต โดนเพื่อนล้อ คือเด็กๆผมก็ไม่ได้ชอบร้องเพลงหรอกครับ แต่ตอนประถมจะมีวิชาดนตรีและนาฏศิลป์ ถ้าวันไหนไม่รำ ก็จะได้ร้องเพลงหน้าห้อง ผมจำได้ว่าจะเลือกเพลงเดียวกันแทบทุกคน ทีนี้ก็จะเห็นความแตกต่างชัด ผมก็โดนล้อว่า “หายใจยังเพี้ยน”
หรือแม้กระทั่งตอนประกวดเดือนที่มหาวิทยาลัย ผมก็ว่าผมซ้อมดีแล้วนะ แต่พอขึ้นเวทีก็ประหม่า ผมไม่ได้ยินเสียงตัวเองว่าร้องยังไง แต่หัวเราะกันทั้งฮอลล์เลย นี่ถ้าเพื่อนฟังอยู่อยากบอกว่า เป็นปมให้ผมเลยนะ (หัวเราะ) ผมก็แก้ปมตรงนั้นไม่ได้ จนเรียนจบมาก็ยังโดนล้ออยู่นะว่า หายใจยังเพี้ยน
ผมเพิ่งมาเรียนร้องเพลงจริงจังเมื่อประมาณ 3 ปีนี้เอง เป็นช่วงที่ผมยอมรับความจริงได้แล้วว่าการทำงานในวงการ ต้องมีการร้องเพลง ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ผมนี่ไม่กล้าร้องเพลงเลย ไม่ยอมเลย จะขาดใจตายเลย ถึงขนาดที่ว่าถ้าร้องเพลงในห้องน้ำ ก็ร้องไม่ให้ใครได้ยิน ถ้าแม่ได้ยินผมยังอายเลย”
การมีเพลงเป็นของตัวเองคือการปลดล็อก?
“ปลดล็อกเลยครับ ว่าจริงๆแล้วคนที่ตัดสินเรา ก็แค่คนอื่น ที่เราพ่ายแพ้ คือเราตัดสินตัวเอง ต่อให้เราพยายามแต่เราไปฟังคนอื่นเยอะ แล้วมาตัดสินใจตัวเองว่าทำไม่ได้หรอก นั่นหมายถึงว่าเราแพ้ตั้งแต่เราคิดว่าทำไม่ได้แล้ว คนที่ให้กำลังใจเรา เขารักเรา แต่เราก็ต้องรักตัวเองก่อน และต้องเชื่อในตัวเองก่อนว่าเราสามารถทำได้ ถ้าทำแล้วไม่ดี ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำครั้งแรกแล้วจะดีสมบูรณ์แบบเลยอยู่แล้ว พรสวรรค์ก็คืออีกเรื่องนึง แต่พรแสวงคือสิ่งที่เราต้องวิ่งเข้าหา ผมอยู่กับดนตรีมาประมาณ 19 ปี ผมก็จะอินมาก แต่การร้องเพลงเป็นเหมือนการเริ่มต้นของผม ต้องขอบคุณกำลังใจและแรงเชียร์จากทุกคนด้วยครับ มันสำคัญมากๆ”
ไม่เคยคิดเข้าวงการ?
“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่คิด เพื่อนผมก็คิด (หัวเราะ) เพื่อนยังถามว่าผมเข้าวงการได้ยังไง ทำงานเจอคนได้ยังไง เพราะผมเป็นคนติสท์ๆไง เมื่อก่อนผมไม่เสพอะไรเกี่ยวกับวงการเลย นอกจากเรื่องดนตรี เพราะเมื่อก่อนผมเป็นนักดนตรี แล้วก็เล่นมาดนตรีมาตั้งแต่เด็ก จะดูแต่พวกคอนเสิร์ต ฟังเพลงเพื่อเอาไปซ้อมกับเพื่อน ส่วนพวกละคร ซีรีส์ นี่ไม่ค่อยได้ดูมากเท่าไหร่ แค่พอดูบ้างๆ ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ เคยคิดแค่ว่าได้เดินเฉียดกล้องก็บุญแล้ว
ผมเข้าวงการมา 5 ปีแล้ว ถ้าให้ย้อนกลับไปดูตัวเองวันแรกก็เป็นเด็กที่ดีดกว่านี้ (หัวเราะ) จะมีความก๋ากั่นกว่านี้ พอโตมาก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น รู้ว่าควรทำอะไรตอนไหน เหมือนเราโตไปตามประสบการณ์”
หนุ่มติสท์ รักสันโดษ?
“ใช่ครับ ถามว่าติสท์ขนาดไหนเหรอ ก็สมมติว่าเพื่อนจะมาบ้าน ผมจะบอกว่าไม่มีคนอยู่แล้วปิดประตูบ้านเลย ผมไม่ค่อยอยากให้คนอื่นเข้ามาพื้นที่ส่วนตัวของผม เพื่อนจะมาบ้านผมน้อยมาก เข้ามานั่งเล่น มาทำกิจกรรมในบ้านผมน้อยมาก ผมไม่ค่อยเปิดรับใครมากเท่าไหร่ คนจะเข้ามาในโลกของผมยากนะ หรือเวลาผมไปบ้านเพื่อน ก็จะไปแปปเดียว ก็กลับเลย
อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย ต้องอยู่หอในแล้วห้องนึงมีรูมเมท 4 คน ไม่รู้ว่าเล่าไปวันนี้เพื่อนจะโกรธไหมอะ (หัวเราะ) คือตอนนั้นผมภาวนาให้รูมเมทไปติวหนังสือห้องเพื่อน ไปนอนห้องเพื่อน อยากอยู่คนเดียว แต่ช่วงหลังๆก่อนเรียนจบ เพื่อนก็ไม่ค่อยอยู่จริงๆ ผมอยู่คนเดียวเลย (หัวเราะ)
ก็เคยมีเพื่อนในกลุ่มบอกนะเรื่องความติสท์ของผม แต่ผมก็ให้คำตอบไม่ได้ แต่จะเพื่อนคนนึงที่เล่นดนตรีด้วยกันมา แล้วสไตล์คล้ายผมเลย ก็จะเป็นคนสองคนที่เข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร จนเพื่อนบางคนถามว่าผมสองคนโกรธอะไรกันหรือเปล่าก็มี”
คนแบบไหนถึงจะทำลายกำแพง เข้ามาในโลกของ “ลี” ได้?
“ไม่ต้องเข้ามา ผมจะเป็นคนออกไปเอง ออกไปสัมผัสโลกของเขา คือมันจะมีช่วงที่ผมเล่นดนตรีแล้ววงผมคนขาดนักร้อง แล้วมีนักร้องใหม่มา เหมือนผมจะไม่เปิดโลก จะดึงหน้าใส่ตลอดเวลา ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากคุย เหมือนตัวเราไม่ค่อยยอมรับใครง่ายๆเท่าไหร่ จนกระทั่งทำงานด้วยกันสักพัก ผมก็จะเปิดใจไปเรื่อยๆ เหมือนต่างคนต่างจะค่อยๆซึมซับ ต่างคนต่างเข้าใจกัน
การเปิดรับคนของผม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาส ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนปิดตลอดเวลานะ จริงๆผมเป็นคนคุยง่าย แต่ผมแค่ขี้เกียจคุยมากกว่า ถ้ากับคนรู้จัก ผมก็เป็นอีกคนนึงเลย ซึ่งคนที่รู้จักผมจริงๆก็จะเข้าใจผม จะไม่ค่อยมายุ่งเท่าไหร่”
ชีวิตพลิกผันเข้าวงการ?
“ตอนนั้นมีการประกวดโปรเจ็กต์นึง ผมก็มาประกวด เหมือนโดนหลอกให้มาด้วยซ้ำ (หัวเราะ) คือผมเป็นคนแอนตี้การประกวดมาก เพราะผมจะคิดมาตลอดว่ามีการล็อกแน่ๆ ไปก็เสียเวลา จนได้มาลองโปรเจ็กต์นั้น ตอนแรกผมคิดว่าเป็นการมาแคสงานเฉยๆ พอมาหน้างานถึงมารู้ว่าเป็นการประกวด มาแล้วก็ต้องไปต่อ แต่ก็คิดในใจว่ายังไงก็ไม่ได้หรอก ก็ปล่อยตัวตามสบายเลย กวนประสาทไปเรื่อย แต่สุดท้ายผมได้เฉยเลย นี่คือจุดลบล้างความคิดของผมที่ว่ามีการล็อก (หัวเราะ)
ตอนที่ต้องเริ่มเข้ามาทำงานในวงการ กลายเป็นว่าผมตื่นเต้นนะ เริ่มมีแฟนคลับกลุ่มแรกๆที่มาติดตามผม ก็งงนิดหน่อย แล้วผมเป็นคนที่รักษาพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองในระดับนึงอยู่แล้วด้วย แต่ตอนนั้นแฟนคลับก็เดินตามผมตลอด ด้วยความที่ผมทำตัวไม่ถูกด้วย ผมก็จะคิดในใจว่า จะคุยกับเขาได้ไหม จะถามว่าเขากินข้าวหรือได้ไหม หรือหันไปยิ้มให้พวกเขาสักหน่อยดีไหม คือผมไม่รู้อะไรเลยไง ก็จะงงกับตัวนิดหน่อยตอนนั้นนะๆ (หัวเราะ) ผมก็ค่อยๆปรับตัว เหมือนกับการที่เราอยู่ตรงนี้ ได้เจอสังคม เจอผู้คน ก็จะค่อยๆซึมซับไปเรื่อยๆ
ผมค่อยๆผ่อนตัวเอง แบ่งเวลา เพราะพอเราเริ่มทำงานจริงจัง ก็ต้องแบ่งให้ได้ว่าเวลานี้คือเวลาทำงานต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่เวลาอยู่บ้านก็จะเป็นเวลาของเราเอง แต่อาจจะด้วยความโชคดีของผม ช่วง 2 – 3 ปีก่อนที่ผมจะมาทำงานในวงการ ผมได้ไปเล่นดนตรีกลางคืน ตรงนั้นมันคือความยากสำหรับผม ที่ไม่ชอบให้คนมอง คนก็เริ่มมอง เวลาอยู่บนเวทีผมก็จะก้มหน้าตลอด แต่เวลานักร้องพูดคนเดียวแล้วดูแห้ง ไม่มีคนคุยด้วย ผมก็เลยต้องพูดด้วย ก็เหมือนเป็นการเริ่มฝึกตัวเองไปด้วยกับการได้คุย ได้เจอ ได้โต้ตอบกับคนอื่น”
พัฒนาตัวเองยังไงให้มาถึงจุดที่เราไม่เคยคิดว่าจะเดินมา?
“ผมเป็นคนทำอะไรผมทำจริงจัง ถ้าต้องเล่นละคร ผมก็จะจริงจังอยู่กับตัวละคร บท แล้วพอรู้ว่าตัวเองจะต้องร้องเพลง ก็จะทุ่มเทกับการเรียนร้องเพลง ขึ้นรถก็ร้องเพลง ไปถึงที่เรียนก็เรียนเต็มที่ ขึ้นรถกลับบ้านก็ร้องอีก อาบน้ำก็ร้องเพลงอีก คือผมจะเป็นแบบนี้เลย
เวลาท้อๆไม่ว่ากับเรื่องอะไรก็ตาม ผมก็จะพยายามสู้ ผมจะบอกตัวเองว่าให้กระโจนไปก่อน หรือบางทีสถานการณ์ก็จะบีบบังคับเราเองว่าเราแพ้ไม่ได้นะ ต้องสู้”
วงการบันเทิงเหมือนสนามแข่ง ที่มีการต่อสู้อยู่ตลอด?
“ผมมองว่าทุกที่มันคือการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหนก็ตาม แต่ผมว่าการแข่งกับคนอื่นเราเหนื่อยนะ มันจะท้อเปล่าๆ เราควรแข่งกับตัวเองมากกว่า ทำชาเลนจ์กับตัวเอง ถ้าถามผมถึงชาเลนจ์ที่อยากเอาชนะตัวเองตอนนี้เหรอ อยากเลิกประหม่าเวลาร้องเพลง (หัวเราะ) ผมมีภาพนึงที่อยากเห็นคือ แฟนๆร้องเพลงของผมตามผมได้ นี่คือสิ่งที่ผมรออยู่ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ อาจจะเจอกันยากหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ วันนึงเราต้องได้มาร้องเพลงด้วยกัน”
สู้กับตัวเอง จนรู้แล้วว่าการทำงานตรงนี้ คือใจรัก ไม่ใช่แค่อยากลองแล้ว?
“ใช่ครับ เมื่อก่อนผมอาจจะไม่ได้อยากให้คนมาสนใจผม ผมก้มหน้าเวลาเล่นดนตรีอยู่บนเวทีได้ แต่วันนี้ผมกลับหลงรักงานแสดง และหลงรักเวลาที่ผมเห็นคนที่มองผมแล้วมีความสุข นั่นคือส่วนหนึ่งของการเติมความสุขให้ผมเหมือนกัน ทำให้ผมมีแรงในการทำงานต่อ ขอบคุณทุกคนที่ส่งพลังมาให้ครับ”
ขึ้นแท่นหนุ่มเสน่ห์แรง?
“ไม่หรอกครับ ไม่ขนาดนั้น ผมว่าก็เหมือนเดิมแหละ เวลาคนชม ผมจะคิดว่าสปอยล์ แต่ถ้าถามว่าเวลาเจอคอมเมนต์แซวๆ เต๊าะๆ ผมอ่านแล้วผมก็เขินนะ (ยิ้ม) จริงๆผมเป็นคนขี้อาย เป็นคนเขินมาก ถึงแม้ผมจะเล่นดนตรีบนเวทีมานานมาก จนตอนนี้ผมก็ยังเขิน แล้วก็ชอบเอาความนิ่งมาปกปิด เขินนะ แต่ขอหน้านิ่งไว้ก่อน กลบเกลื่อนๆ (หัวเราะ)”
อนาคตของ “ลี ฐานัฐพ์” กับเส้นทางนี้คืออะไร?
“ดนตรีคือความฝันแรกของผมในชีวิต แต่วันนี้ผมได้ทำดนตรีแล้ว ก็ยังอยากทำต่อ อยากมีเพลงต่อๆไป อยากนำเสนอมุมมองทางด้านดนตรี รวมไปถึงงานแสดง ที่ตอนนี้กลายเป็นงานที่ผมรักมาก อยากพัฒนาตัวเองไปให้เก่งขึ้นด้วยคาแร็กเตอร์ ด้วยบทบาทที่กว้างขึ้น
ผมจะหาชาเลนจ์ใหม่ๆให้ตัวเอง เวลาว่างผมก็จะมองตัวเองว่าตอนนี้อยากรู้อะไร ก็จะเดินไปหา ไปเรียนรู้สิ่งนั้นๆ ก็อยากให้ทุกคนรอติดตามของผมในผลงานต่อๆไป และขอบคุณที่ทุกคนคอยเป็นกำลังใจและซัพพอร์ตกันอย่างดีเสมอมานะครับ”