เปิดตัวด้วยกระแสความปัง สำหรับ 5 หนุ่มบอยกรุ๊ป LAZ1 มีสมาชิกประกอบไปด้วย ต้าห์อู๋ - พิทยา แซ่ฉั่ว , ออฟโรด - กันตภณ จินดาทวีผล , ไดร์ม่อน - ณรกร ณิชกุลธนโชติ , เจลเลอร์ - กฤติมุก จันทร์ชื่น และ เป็นต่อ - จีรภัทร พิมานพรหม ที่กวาดคะแนนความนิยมเขย่าหัวใจแฟนเพลง T – POP ได้อย่างถล่มทลาย ขึ้นแท่นศิลปินหน้าใหม่มาแรงที่น่าจับตามอง
วันนี้ "พีพีทีวี นิวมีเดีย" มีโอกาสได้พูดกับทั้ง 5 หนุ่ม 5 ความต่างที่รวมกันเป็นความกลมกล่อม พร้อมเปิดให้ลิ้มลองเสน่ห์กับ TASTE ME ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขา
และล้วงลึกเส้นทางเดบิวต์ที่กว่าจะมาถึงต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งเสียน้ำตา ฝ่าอุปสรรค ก่อนจะพบประตูความสำเร็จที่เปิดรออยู่!! ทันทีที่เจอกันทั้ง 5 หนุ่ม แจกรอยยิ้มสดใสก่อนจะแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง และได้เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของ “LAZ1” ชื่อวง
ต้าห์อู๋ : “มันเริ่มต้นมาจากในรายการ พวกเราทั้ง 5 คนเป็น “ลาซวัน” ของใครบางคน เพราะพวกเราถูกโหวตมา และในกิมมิกของเพลงมันจะร้องว่า Let me be your last one (เพลง “ที่หนึ่งในใจของเธอ” (Last One) ของ LAZiCON) คำว่า “ลาซวัน” มันค่อนข้างอิมแพค และพอมองกลับมาตอนนี้ก็ยังแอบชอบชื่อตัวเองเลย มันคือตัวตนของพวกเราด้วยครับ”
เพลง TASTE ME ซิงเกิ้ลเดบิวต์ที่อยากชวนให้ทุกคนมาชิมเสน่ห์ของพวกเรา?
ต้าห์อู๋ : “ผมคิดคำนี้ขึ้นมาหลังจากที่เราเบรนด์สตรอม ประชุมร่วมกันมาแล้ว เราเอามาจากการอ่านคอมเมนต์ว่าการดูรายการ LAZiCON ดูแล้วติดเลย มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องชิม อยากตัวพวกเราก็ต้องชิม อีกอย่างมันเป็นเพลงแรกของพวกเราด้วย อะไรที่จะบ่งบอกความเป็นพวกเรามากที่สุด ก็คงเป็นคำว่า TASTE ME ก็คงจะเหมาะสมกับพวกเรามากที่สุด ลองมาชิมกันหน่อยไหม พอพูดไปทีมงานก็ค่อนข้างเห็นด้วยและชอบ ก็เลยออกมาเป็นเพลงนี้ครับ”
ออฟโรด : “ถามว่าเพลงนี้ถ้าให้ชวนมาชิม ก็คงเป็นเสน่ห์และคาแร็กเตอร์ของพวกเราที่อยากให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจน ขั้นตอนการทำงานไม่ยากแต่ละเอียด มันโฟล์ด้วยประสบของแต่ละคนที่ผ่านมาเยอะ และออกมาเป็นเรา ทีมงานก็เก่งมากๆครับ”
ไดร์ม่อน : “อย่างใน MV เรื่องการเต้นมันก็โฟล์ไปด้วยประสบการณ์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ออกมาด้วยดีครับ ฝากไปชมกันเยอะๆนะครับ”
เจลเลอร์ : “การที่พวกเรามาอยู่ด้วยกันก็ไม่ต้องปรับอะไรเยอะ ทุกคนเป็นยังไงก็เป็นแบบนั้น แต่ในเรื่องของการทำงานทุกคนก็ขึ้นครับ”
เป็นต่อ : “ในกระบวนการทำงานไม่ได้กดดันมาก อาจจะด้วยความที่เราค่อนข้างคุยกันง่าย ทีมงานทุกฝ่ายมืออาชีพมากๆครับ ถ้ากดดันคงเป็นเรื่องของเวลาที่มันจำกัดว่าเราจะให้ให้ออกมาดีที่สุดยังไง แต่สุดท้ายก็ออกมาได้ดีเกิดคาดด้วยครับ”
ชื่อด้อมแฟนคลับคือ LAZER?
ต้าห์อู๋ : “จริงๆพวกเราคือลาซวัน มันเหมือนกันฟีลแบบว่า “ลาซ” คือคุณเป็นคนของพวกเรา จริงๆ มันมีหลายความหมายมาก แต่มันเริ่มต้นจากแนวคิดนี้ก่อน LAZER มันก็เหมือนจุดรวมแสง มันเริ่มจากแสงเลเซอร์เล็กๆ ยังนำทางมาให้เราได้ไปไกลหลายกิโลมาก แต่สักวันนึงผมแน่ใจว่าแสงเลเซอร์นี้มันต้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แสงไม่ว่าจะเป็นข้างหน้าหรือข้างหลัง มาก่อนมาหลัง ก็คือ “แสง” ผมว่าคำนี้มันมีความหมายมากๆ ส่วนพวกเราก็จะทำหน้าที่ศิลปินและทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด”
วันเดบิวต์โชว์เคสแฟนคลับไปเยอะมาก?
ไดร์ม่อน : “ตอนแรกมีคนถามว่าตื่นเต้นกันหรือเปล่า ก็บอกว่ายังๆ แต่พอขึ้นไปบนเวทีแล้วคนมารอกันเยอะมาก เห็นว่าหลายคนมารอกันตั้งแต่เช้าเลย ขอบคุณทุกคนที่มาหากันนะครับ”
เป็นต่อ : “นอกจากคนที่ลงทะเบียนมาร่วมงานแล้ว ยังมีแฟนๆที่มากันอีก มายืนให้กำลังใจ ถือป้ายไฟ ยิ่งตอนที่ทำโปรเจ็กต์เซอร์ไพรส์ยิ่งเห็นว่าเป็นทะเลสีฟ้า เกินคาดมากๆที่ครั้งนึงที่พวกเราได้ไปยืนตรงนั้นครับ”
เจลเลอร์ : “วันนั้นทำให้รู้สึกว่าเวลาที่พวกเราฝ่าฟันกันมามันมาถึงแล้ว ตื้นตันมากๆ ขอบคุณทุกการสนับสนุนจากทุกๆคนนะครับ ทั้งที่มาในงานและที่ให้กำลังใจจากทางบ้านผ่านโซเชียลด้วยนะครับ”
กว่าที่แต่ละคนจะมาเป็น LAZ1 และกว่าจะมีวันนี้ไม่ง่ายเลย?
ต้าห์อู๋ : ถ้าถามว่ากว่าจะมีวันนี้เหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยมาเยอะครับ เหนื่อยจนรู้สึกว่าความเหนื่อยเป็นเรื่องปกติแล้วครับ เหนื่อยจนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าเหนื่อยกับอะไรมาบ้าง คงเป็นเพราะว่าชีวิตชินกับการเหนื่อย ชีวิตผมไม่ง่ายเหมือนเลือกโหมดยากมา ทุกอย่างผมมาจุดนี้ด้วยตัวเองจริงๆ คือที่ผ่านมาก็ไม่เรียกความผิดหวังดีกว่าครับ มันคือการสูญเสียโอกาส เพราะตัวเราเองค่อนข้างวิ่งเข้าหาโอกาสเยอะและมันอยู่ในจุดที่ไม่มีใครสนับสนุน
แต่สิ่งที่ทำให้ผมกลับมาได้ไว คงเป็นเพราะผมเป็นคนมูฟออนค่อนข้างไว ผมชอบคิดว่าผมได้อะไรจากการผิดหวังมากกว่า เช่น ไม่ได้แข่งรายการต่อไม่เป็นไรอย่างน้อยเราได้เทรน เราเก่งขึ้นอีก ผมรู้สึกว่าอ่านหนังสือร้อยหน้าอย่างน้อยมันต้องได้อะไรสักอย่างนึง ไม่รู้จะเศร้าไปทำไม จมอยู่กับมันได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายคนเราต้องเดินไปข้างหน้าตลอด มันมีประตูแห่งโอกาสบานนึงปิด มันจะต้องมีบานนึงเปิดเสมอถ้าเราทำตัวให้พร้อมในทุกๆวัน จนวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ
ถามว่าอะไรที่ทำให้ผมตั้งเป้าและไปอยู่ตรงนั้น คงเป็นเรื่องของแพชชั่นและครอบครัว ว่าเราก็มีแพชชั่นที่อยากเป็นนักร้อง อยากมีเงินเยอะๆ ผมเป็นคนที่แพชชั่นเนสต์มากๆ มีแพชชั่นการร้องเพลงและดนตรีมากๆเป็นมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ มันคือแพชชั่นจริงๆ มันคือสิ่งที่ผมทำได้ไม่เบื่อ ไม่เคยเหนื่อยและเป็นสิ่งที่ผมรัก
ผมแค่รู้สึกว่าโอกาสมันมาเสมอ อยู่ที่ว่าตัวเองพร้อมหรือเปล่า โอกาสมันไม่มีวันหมดถ้าเราทำตัวเองให้พร้อมและยังขวนขวายหามันอยู่เสมอ เราจะต้องตั้งหลักและปรับปรุงตัวเอง เพื่อโอกาสต่อไปเราจะเป็นคนคว้ามัน ไม่ใช่มันมาคว้าเรา
ผมไม่เคยหมดแพชชั่น เริ่มประกวดตอนอายุ 19 ก็ไม่คิดอะไรโมเดลลิ่งพาไป จริงๆแล้วผมไม่ชอบการแข่งขัน แค่อยากร้องเพลงบนเวทีให้คนเห็นแค่นั้นเอง และก็ไม่ได้แข่งอีกเลย จนได้ไปแข่งที่จีนตอนอายุ 21 ปี ไปโดยที่พูดภาษาจีนไม่ได้ด้วยซ้ำ ไปโดยที่ไม่เคยเรียนเบสิกเต้นเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่เราไปเพราะชอบร้องเพลง อยากทำ อยากสนุก และพอเราได้เห็นผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ มันทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไป คนอื่นเขาเทรนกันมา 4 – 5 ปี ผมไม่เคยเทรนเลย เป็นศูนย์เลย
บางคนเห็นผมในรายการอาจจะคิดว่าเก่งมากๆเลย ผ่านอะไรมาเยอะ คือไม่เยอะนะครับ จริงๆ 2 ปีที่เทรนมาทั้งหมดก็แค่ประมาณ 6 เดือนแต่ผมรู้สึกว่าผมไม่เคยยอมแพ้ ผมไม่ได้อยากชนะด้วยนะ แต่แค่รู้สึกว่าอยากเต้นให้ได้เท่าเขา อยากร้องเพลงให้ได้เท่าเขา อยากแร็ป อยากพูดภาษานี้ได้ มันเลยเราให้เราพัฒนาได้ไว โดยที่ไม่มีข้อแม้กับตัวเอง ไม่มีบอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้หรอก ไม่มีคำว่ายอมแพ้
วันแรกที่ชนะ LAZiCON ก็ช็อก เพราะเกินคาด ผมบอกมาตลอดเลยว่าจริงๆผมแค่มีโอกาสได้ร้องเพลงให้คนฟังเยอะๆก็พอแล้ว แต่โอกาสที่เราชนะมันทำให้เราได้ร้องเพลงต่อหน้าคนที่เยอะขึ้น มันก็ยิ่งเติมความฝันของเรามากขึ้นไปอีก เติมแพชชั่นไปเรื่อยๆ และหวังว่าสักคนจะมีคนมาชื่นชอบผลงานของเรา ก็อยากจะบอกตัวเองว่ามันเป็นจุดเริ่มต้น ต้องสู้ๆกับในและเต็มที่ไปอีก มันมีความฝันของเราจริงๆรออยู่ ไม่รู้จะต้องพูดอะไรแค่ be yourself do your best”
ออฟโรด : “ก็ถือว่าผมสู้ชีวิตมาตลอดช่วงชีวิตของผมเลย ด้วยความที่คุณแม่ผมเลี้ยงเดี่ยว ผมรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบตัวเองเยอะ เป็นพี่ชายคนโตด้วย มีช่วงนึงผมรู้สึกว่าผมอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครอยู่ข้างๆผมเลย แต่ว่ามันเกิดจากความความเหนื่อย ความพึ่งตัวเองมาตลอด น่าจะตอนอายุประมาณ 18 ครับ ที่รู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ มีหลายเรื่องให้คิดเยอะมาก จนผมเป็นไฮเปอร์เวนติเลชัน คิดตลอดเวลาว่าตรงนี้ยังไงๆ จนไม่รีแล็กซ์ตัวเองเลย ผมดึงตัวเองกลับมาจากคนรอบข้าง คิดว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ยังมีคนรอบข้างที่คอยซัพพอร์ตอยู่ข้างเราเสมอ หลักๆคนที่ดึงผมกลับมาคือคุณน้าของผม เขาจะดึงให้ผมจอยขึ้น มีความสุขกับชีวิต แค่ยิ้มวันนึงก็ดีใจแล้ว ผมก็ใช้เวลาสักช่วงนึงเลย
คือผมเป็นคนตั้งใจกับสิ่งที่ทำมากๆและกดดันตัวเองเยอะ ทุกวันนี้ก็ยังมีหลงเหลือบ้าง แต่อาจจะไม่เท่าเมื่อก่อนแล้ว พยายามปรับตัวเองอยู่ จนมาวันนี้ที่ก้าวมา ทำทุกอย่างมา เต็มที่กับมัน แล้วผลตอบแทน ผลตอบรับมันโอเคแล้วกับสิ่งที่เราพยายาม
ความฝันที่สุดในชีวิตผมคือการเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ดูแลตัวเองได้และเลี้ยงดูคนที่เรารักได้ มันเลยรู้สึกว่าต้องทำมากกว่าคนอื่นเขา เพราะว่าเราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีมากแต่แรก เลยมันเป็นจุดเริ่มต้นความพยายามของผม ตั้งแต่ ม.1 ก็เริ่มซื้อของเอง อยากได้ของก็เก็บเงินด้วยตัวเอง จนติดเป็นนิสัย และผมโฟกัสการเรียน เพราะคิดว่าการเรียนมันคือสิ่งที่ทำให้เราก้าวผ่านความลำบากมาได้ เอาความรู้ที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันและทำให้โตขึ้นได้ พยายามตั้งใจเรียนมาโดยตลอดและทำให้ดีที่สุด คุณแม่ผมเขาค่อนข้างให้อิสระ เปิดกว้าง แค่ให้อยู่ในลู่ทางและเขาดึงเรากลับมา แต่สุดท้ายแล้วคือเขาแค่ให้เราเป็นคนดี ดีในที่นี้คือไม่ต้องดีขนาดนั้น แต่ว่าเราต้องไม่ไปทำให้ใครหรือคนอื่นเดือดร้อน
เรื่องที่ผมผอมลงเพราะทุ่มเทฝึกซ้อม มันคือนิสัยผมเวลาทำอะไรก็อยากทำให้ดีที่สุด ตั้งเป้าหมายไว้ก็อยากทำให้ได้ เช่น เข้ามหาวิทยาลัย ตั้งเป้าว่าต้องได้เกียรตินิยมอันดับ1 ซึ่งเป็นความฝันที่จะต่อยอด ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้มาอยู่ตรงนี้ไหม ก็โฟกัสกับการเรียนเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้มันก็ยังโอเคอยู่ แต่ว่าผมก็เริ่มปล่อยวางแล้วว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องได้ตามที่หวัง แค่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อไปให้ถึงได้ แต่ถ้าไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เรามีเส้นทางที่ชัดเจนแล้วและทำมันเต็มที่แล้ว ไม่ต้องกดดันตัวเอง
แต่การตั้งเป้าหมายแล้วไปให้ถึงมันก็คือสิ่งที่ดีมากๆ แต่ว่าระหว่างทางนั้นมีความสุขกับมันหรือเปล่า เราสามารถมีความสุขได้ในทุกๆวันในระหว่างเส้นทางที่เราไป ผมเองก็เริ่มเปิดใจช่วงมหาวิทยาลัย
ณ วันนี้มันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เห็นคนที่รักผมและซัพพอร์ตผม เห็นคนรอบข้างที่อยู่ข้างผมมาตลอด จริงๆอยากขอบคุณแฟนคลับที่ซัพพอร์ตผมมาตลอด มันมาไกลมากกว่าที่ผมคิดไว้ และอยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ทิ้งโอกาสและพยายามมาตลอดที่ทำให้มาถึงตรงนี้ได้ ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ คงเป็นสิ่งที่ผมเจอมาในอดีตทั้งหมด มันทำให้ผมโตขึ้นมาเป็นออฟโรดในวันนี้ ทำให้รู้ว่าจะไม่กลับไปเป็นแบบวันนั้น รู้แล้วว่ามันเป็นยังไง มันมีช่วงนึงที่เกือบหลุดไปเหมือนกัน แต่ว่าก็ดึงกลับมาได้จากเพื่อนที่ดีๆ คุณน้า ครอบครัว ความโชคดีของผมคือคนรอบข้าง
ก้าวหลังจากนี้ อดีตที่ผ่านมาทำให้ผมเข้าใจทุกคนที่อยู่ในจุดนั้นหมือนกัน พอผมมาอยู่ในจุดนี้ผมอยากจะเป็นคนนึงที่มอบเอนเนอร์จี้ด้านบวกให้เขา อยากให้ทุกคนมีความสุข ถ้ารอยยิ้มของผมทำให้ทุกคนมีความสุขได้ ผมแฮปปี้มากๆ ผมเข้าใจว่ามาอยู่จุดนี้เพื่ออะไร ไม่ได้อยู่เรื่องความสำเร็จ เรื่องทรัพย์สินเงินทองเป็นสิ่งที่ตามมา แต่สิ่งที่ผมได้คือการให้ การให้ความสุขกับทุกคนคือความสุขของผมเหมือนกัน
อย่างคุณแม่ผมท่านแฮปปี้และภูมิใจในตัวผมมากๆ ผมก็รู้สึกดีใจเหมือนกัน ทุกครั้งที่พูดถึงที่บ้านหรือแม่ ผมจะมีข้างในครับ (เสียงสั่น) ข้างในผมมันเยอะมาก ทุกวันนี้ที่ผมตั้งใจทุกอย่างเพื่ออนาคต ผมอยากดูแลเขาได้ ผมโตมาด้วยความที่ผมเจออะไรมาเยอะมาก เยอะแยะไปหมดอยากจะบอกกับแม่ว่าผมเริ่มดูแลตัวเองได้แล้ว ถ้ามีเวลากลับบ้านก็อยากไปอยู่กับครอบครัว แม่เหนื่อยมาเยอะแล้ว (ร้องไห้โฮ) แม่ไม่ต้องเหนื่อยแล้วครับ เดี๋ยวลูกจะไปดูแลแม่แล้วนะ (ร้องไห้)”
ไดร์ม่อน : “กว่าจะมีวันนี้ผมรู้สึกว่ายากพอสมควร เพราะผมอยู่กับแม่สองคน แม่ก็พยายามดันให้ผมเป็นศิลปิน ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าผมจะเป็นศิลปินหรอกครับ แต่ว่าพอได้เป็นนักแสดงอยากทำอะไรในวงการบันเทิง แม่ผมก็ดันเต็มที่ให้ผมไปเรียนเล่นกีต้าร์ เรียนร้องเพลง เรียนเต้น ฯลฯ แต่ว่าพอทำอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่น จะมีที่แบบว่า เอ้ย!แตกต่าง เต้นคืออะไร ผมก็เลยดรอปเรื่องการเต้นลงมา ผมเขินๆ ไม่กล้า แต่ผมอยากจะบอกทุกคนว่าทำไปเถอะครับ เพราะว่าการที่เราทำอะไรสักอย่างแล้วมันมีความสุข แล้วมันสามารถเอาไปต่อยอดหรือว่าสามารถเอามาใช้ได้ในอนาคต ทำไปเลยครับ
ผมไม่ได้เอาคำพูดที่ทุกคนพูดในเชิงไม่ดีมาเป็นหลักในความคิดของเรา ผมรู้สึกว่าไปต่อเลย ยังไงก็ต้องหาช่องทางเอาเอง ก็เลยต้องพยายาม ตัวผมเองก็ต้องเลี้ยงดูแม่ เลี้ยงดูครอบครัว มันอีกไกลเลย ตอนนี้ผมก็เป็นเสาหลักครอบครัว ผมอยากทำงานตรงนี้ เพราะถ้าพูดตามตรงมันหารายได้ที่ได้เยอะ ก็พยายามคิดกับแม่ว่าถ้าเป็นแล้วผมอยากเป็นอะไร แต่ส่วนตัวผมเองนักร้องน่าจะตอบโจทย์ผมที่สุดในตอนนี้ แต่ว่าตัวผมเองก็อยากแสดงด้วยเหมือนกัน
ผมเองเริ่มเดินแบบตอนอายุประมาณ 12 ปี เป็นงานแรกที่ได้เงิน และผมก็มีขึ้นคอนเสิร์ตของโรงเรียน แต่ไม่ได้เงินนะ เป็นการไปเล่นโชว์ ไปซ้อมโชว์ให้เขาดู ก็เป็นเด็กกิจกรรม (ยิ้ม) อีกอย่างมันก็สร้างโปรไฟล์และสะสมประสบการณ์ด้วย
ถ้าไม่ได้มาเป็น LAZ1 ผมก็น่าจะเรียนอย่างเดียวเลย และก็น่าจะรอโอกาสเข้ามาใหม่ ก็สู้ต่อ สู้ให้มันสุดจนกว่าเราจะท้อที่เราทำไมได้ ที่ผ่านมาผมไม่เคยท้อเลย วันนี้พอผมได้มาอยู่ตรงนี้ คุณแม่ก็ภูมิใจครับ หมดห่วง เวลาผมพูดถึงแม่ผมแล้วผมจะร้องไห้ เพราะผมอยู่กับแม่และแม่ก็เลี้ยงดูผมมาตลอด
ตอนประกาศผมติด 1 ใน 5 คุณแม่ก็บอกว่าผมทำได้แล้วนะ แต่มันก็แค่ก้าวเดียว แค่ก้าวแรกและต้องทำให้ดีต่อไป ตอนนี้เป็นคนสาธารณะแล้วจะมาทำตัวเป็นตัวเองไม่ได้ แม่ก็จะคอยเตือนสติตลอด ผมไม่รู้สึกว่าเหนื่อยกับการที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมพร้อมที่จะหาเงิน ถ้าเริ่มก่อนมันก็จะมีลู่ทางและโอกาสก่อน ผมอยากบอกแม่ว่าวันนี้ผมเป็นคนที่เลี้ยงแม่แล้ว ทั้งชีวิตนี้ผมจะดูแลแม่เอง”
เจลเลอร์ : “กว่าจะมีวันนี้มันเป็นความยาก ที่แต่ละช่วงเวลามันไม่ค่อยอยากเท่าไหร่สำหรับผม คือใช้ความเก็บๆมาเรื่อยๆมากกว่า ผมไม่ได้มีพื้นฐานหรือมีอะไรเหมือนคนอื่นๆ แต่ผมใช้เวลากับมันมากกว่า อย่างเต้นก็ใช้เวลากับมันค่อนข้างนานเหมือนกัน ในส่วนของการเพอร์ฟอร์มก็ใช้เวลาทุ่มกับมัน ถามว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องใช้เวลา ผมแค่รู้สึกว่าการทุ่มอะไรสุดตัวกับอะไรสักอย่างนึง ผลตอบรับหลังจากนั้นมันต้องมีแน่นอน
หาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไร ผมหาตัวเองด้วยการเริ่มจากการเสพผลงานสักหนึ่งผลงานก่อน และรู้ว่าเราชอบแนวไหน แนวนี้ๆ พอเจอจุดที่ชอบผมก็เข้าไปอยู่กับมัน ก็เริ่มจากเพลงเกาหลีก่อน ตอนแรกผมไม่ได้ฟังเพลงเกาหลีเลย แต่ช่วงนั้นอยู่ดีๆก็อยากฟัง เปิดฟังแล้วชอบ เขาเต้นได้ ผมก็เลยแกะท่าตาม เริ่มจากตัวเองก่อน
การประกวดครั้งนี้ไม่ใช่การประกวดครั้งแรกของผม แต่ที่ผ่านมาทุกรายการผมไม่เคยได้เข้ารอบเลย มันก็เฟลนะครับ แต่ว่าผมไม่ใช่คนที่ดึงตัวเองให้ดาวน์นาน จะดาวน์แปปเดียวและจะต้องรีบดึงตัวเองขึ้นมา เพราะรู้สึกว่ามันเสียเวลา ถ้าตกรอบก็จะมองตัวเองว่าพลาดตรงไหน แพชชั่นของผมตั้งแต่แรกเลยคือดูแล้วชอบ แล้วไอดอลของผมหลายคนเขาก็พยายามเหมือนกัน เขาก็ใช้เวลาเหมือนกันกว่าจะเทรน กว่าจะเดบิวต์มา เขาก็ไม่ได้ดังเร็วเหมือนกัน มันมีหลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าต้องใช้เวลากับมันและแพชชั่นเรายังแน่นอยู่
ผมเข้าใจว่าไม่จำเป็นว่าต้องประสบความสำเร็จเลยแต่แรก มันสามารถยากได้ ยังไงก็ต้องผ่านไปให้ได้ สำหรับผม 8 - 9 ปี ไม่ใช่ระยะเวลาที่นาน แต่คนอื่นอาจจะมองว่านาน ผมเริ่มตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ละช่วงระยะเวลามันมีบทเรียนเข้ามาเรื่อยๆ มีอะไรให้เก็บเรื่อยๆซึ่งมันดี ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ไม่กล้าร้องเพลงเลย ร้องเพลงไม่เป็น เต้นก็ไม่กล้าขนาดนั้น ขึ้นเวทีประกวดแต่ละทีก่อนหน้านี้ก็กังวลว่าตัวเองจะเต้นได้ดีหรือเปล่า แต่พอช่วงหลังๆมาเรามีประสบการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว เรามีภาพที่ผิดพลาดมาก่อนหน้านี้แล้วก็เก็บมาใช้ เก็บมาปรับ
ผมเจอคำสบประมาทเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องตอนเวลาเพอร์ฟอร์มมากกว่า เช่น ตอนนั้นผมทำทีมเต้น ก็จะมีที่เขาพูดประมาณว่าทีมนี้ไม่น่ามาแข่งกับทีมนี้เลย หรือว่าทีมนี้ไม่คู่ควรกับรางวัลนี้ตอนที่ผมได้รางวัล แต่วันนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าผมมาไกลได้มากกว่าที่เขาคิด ถามว่ากว่าจะพิสูจน์มาถึงวันนี้เหนื่อยไหม ผมมีความสุขมากกว่าเวลาที่หันกลับไปมอง แบบว่าเก่งนะ แต่เราเก่งกว่านี้ได้อีก เหนื่อยไหม เหนื่อยนะในเวลานั้น แต่ว่าพอใจแล้ว คำว่าศิลปินผมก็ไม่รู้ว่ารักษาได้นานขนาดไหน แต่ว่าสิ่งที่ผมจะทำและจะทำต่อไปคือจะพัฒนาตัวเองต่อไป และจะเป็นผมแบบที่เป็นมาตลอด
กับครอบครัวผมเอง ตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนับสนุน ตั้งแต่ตอนเริ่มเต้นกลับดึกก็ไม่ได้ ผมเข้าใจนะว่าเขาเป็นห่วง เวลาไปแข่งต่างประเทศเขาก็ซัพพอร์ตในส่วนหนึ่ง แต่พอหลังๆมาเขาก็โอเคขึ้น เพราะผมก็พิสูจน์ให้เขาเห็น คือที่เขาไม่เห็นด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมตั้งใจซ้อมจนเกือบทิ้งทุกอย่าง ก็เลยไม่โอเคในตอนนั้น
อย่างวันที่จัดงานเดบิวต์โชว์เคส เป็นวันแรกที่แม่และครอบครัวผมมาดู ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยไปงานที่ผมเต้นเลย อาจจะติดภารกิจของเขา แต่วันนั้นที่ผมเห็นพวกเขาผมร้องไห้เลย กวาดสายตาไปเจอ ก็พูดไม่ออกเลย ดีใจและตื้นตัน พูดไม่ออก คำว่าพูดแล้วจะร้องไห้คำนั้นเลย เพราะผมเคยบอกกับแม่ตลอดว่าให้คอยดูวันนึงจะทำให้ได้ กลับไปบ้านทีไรก็จะพูดตลอด วันนี้ก็ทำได้เขาก็โอเค เขาก็ภูมิใจ (ยิ้ม)”
เป็นต่อ : “จริงๆถ้าทางนี้ ต่อน่าจะเริ่มประมาณ 2 ปี ก่อนหน้านี้เรียนอย่างเดียว ใช้ชีวิตกับการเรียน ไม่ได้มีการเรียนร้องเพลงหรือว่าเรียนเต้นเลย แค่ใช้ชีวิตร้องเพลงตามสไตล์ตัวเองไปเรื่อยๆในห้องน้ำ จนได้ทุนไปจีน ก็ยิ่งห่างจากวงการนี้ไปอีก กระทั่งช่วงสถานการณ์โควิดก็กลับมาที่ประเทศไทย ก็เลยมีโอกาสได้เข้าบริษัท Insight Entertainment และเริ่มมาทางนี้จริงจัง มีเทรนร้อง เทรนเต้น ถึงได้เข้ามารายการ LAZiCON เรียกว่าผ่านมาเยอะพอสมควร ช่วงแรกที่เข้าฝึกก็ค่อนข้างหนักเลย เพราะการเต้นต่อมาจากศูนย์เลย จะบอกว่าทุกอย่างคือศูนย์ก็ได้
ที่เข้ามาบริษัทก็อยากจะเป็นศิลปิน เพราะต่อเองก็ชอบการร้อง การเต้นอยู่แล้ว แค่ไม่เคยเรียนรู้แบบจริงๆจังๆมาก่อน และก็ส่วนตัวตอนเรียนที่จีนก็ได้มีโอกาสดูรายการเซอร์ไวเวิลด้วย และตอนออดิชั่นเข้าบริษัทมันมีโอกาสที่จะได้ไปเข้าร่วมรายการนี้ที่ประเทศจีนด้วยก็เลยสมัครเข้ามา แต่ด้วยสถานการณ์โควิดเลยไม่สามารถเดินทางไปได้
ถามว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่มาทางนี้ คือจริงๆเมื่อก่อนไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองด้วย เรียนนักศึกษาวิชาทหาร หัวเกรียนๆ ตัวไหม้ๆ ก็เลยยังไม่ได้ฉายแววตรงนั้นเลย แต่เคยแอบที่มีความฝันเล็กๆเหมือนกันที่จะเดินมาทางนี้ เมื่อก่อนก็ดูรายการเดอะสตาร์ ประกวดร้องเพลง ก็รออายุถึงอาจจะมีโอกาสได้มาประกวด แต่พออายุถึงช่วงนั้นรายการก็ไม่มีแล้ว
ช่วงที่ทำให้รู้สึกว่าต้องเป็น “เป็นต่อ” คนใหม่ ก็น่าจะเป็นช่วงเข้ามหาวิทยาลัย และพอทุนไปที่จีนเริ่มรู้สึกว่าสังคมมันกว้างขึ้น เริ่มเห็นแฟชั่นมากขึ้น อาจจะด้วยความที่เราไปอยู่ต่างประเทศและกล้าที่จะแต่งตัวมากขึ้นด้วย ก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาเรื่อยๆ และช่วงโควิดที่กลับมาไทยและได้มาตรงนี้ ก็เป็นอีกสังคมที่เปิดให้ได้รู้จักเพื่อนๆที่เป็นเด็กฝึกในค่ายเดียวกันด้วย เขาค่อนข้างเก่งในด้านนี้ด้วย เราก็ค่อยๆเรียนรู้มากจากเขา และดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ
สิ่งที่ทำให้กล้าออกมาจากกรอบ น่าจะเป็นเพื่อนส่วนนึง เหมือนว่าพอเดินมาทางนี้จะมีเพื่อนที่คอยสนับสนุนมาตลอด พอรู้ว่าจะมีมาประกวดก็คอยช่วยดู ตอนที่ออดิชั่นเข้าบริษัท เพื่อนก็มีพาไปซื้อเสื้อผ้า ต่อจากภูเก็ตและมาออดิชั่นที่กรุงเทพฯไม่ได้เอาชุดอะไรมาเลย เพื่อนก็พาไปแปลงโฉม ตอนมาจากภูเก็ตก็แต่งตัวธรรมดาเลย
และที่เปลี่ยนมายด์เซ็ต ก็น่าจะเป็นที่มันค่อยๆมาเรื่อยๆจากการที่เป็นตัวเรามากกว่า เหมือนว่าตอนที่เข้ามาวงการนี้แรกๆค่อนข้างที่จะปิดตัวเอง ไม่กล้าทำอะไร กลัวว่าทำอันโน้นไปแล้วจะดีไหม ทำอันนี้ไปแล้วคนจะเขาจะคิดยังไง มองยังไง แต่ว่าพอผ่านจากรายการนี้หลักๆมาจากรายการนี้เลย ทุกคนริ่มเห็นเรามากขึ้น และได้รับฟีดแบคกลับมาว่าทุกคนพร้อมที่จะซัพพอร์ตในแบบบที่เราเป็นเราแบบนี้ ก็ค่อยๆปลดล็อกตัวเองไปทีละขั้นๆ มันก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้นด้วย มีความกล้ามากขึ้นด้วย กล้าที่จะแต่งตัวมากขึ้น สังคมรอบตัวและคนรอบข้างพร้อมที่จะซัพพอร์ต ทุกอย่างมันส่งเสริมเราไปหมด
ในส่วนของคำวิจารณ์ต่างๆ มันปฎิเสธไม่ได้อยู่แล้วการที่เรามายืนตรงนี้ จริงๆแล้วทุกๆคนถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนสาธารณะหรือว่าคนที่อยู่ในแสง ทุกคนล้วนแต่จะมีคำที่ในอาจจะไม่ค่อยเข้าหูหรือว่าอะไรอยู่แล้ว ต่อก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกว่าเข้ามาตรงนี้แล้วมันมากดทับตัวเรามากขนาดนั้น เราก็เป็นคนๆนึงที่ใช้ชีวิตอย่างนึง อาจจะมากขึ้นนิดนึงตรงที่เราอาจจะต้องระมัดระวังในคำพูด เพราะบางอย่างที่เรากระทำหรือพูดออกไปมันอาจจะส่งผลต่อสังคมได้ อาจจะยังเป็นส่วนเล็กๆอยู่ แต่ว่าก็กำลังค่อยๆปรับ แต่ที่เหลืออย่างอื่น คำวิจารณ์เหล่านั้นหรือว่าอะไรถ้าที่เก็บมาเป็นการพัฒนาตัวเองได้ก็เก็บมาและรับฟัง แต่ถ้าอันไหนที่รู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลเลย ก็แค่วางเอาไว้ ถามว่านอยด์ไหม ก็ไม่ค่อยๆ อาจจะด้วยความที่ต่อเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรกับสิ่งต่างๆอยู่แล้ว ลอยตัวเหนือดราม่า (ยิ้ม)
จริงๆก่อนหน้านี้เป็นคนที่คิดมากแบบเพอร์เฟคชั่นนีสต์ แต่ว่าด้วยความที่พอเราเพอร์เฟคชั่นนีสต์ แต่อีกใจเรากลัวเราเจ็บ มันก็เลยมีที่รู้สึกว่าถ้าเป็นอันนี้ก็ไม่เป็นไรหรอ แบบเผื่อใจเอาไว้ เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไรก็ไม่คาดหวังยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ก็เผื่อๆเซฟตัวเองไว้ตลอดเวลาอยู่แล้ว พอยิ่งมีคำพูดนึงมา ถ้าเอาไปคิดมากกว่าเดิม ก็จะยิ่งทำให้เราดาวน์ลงไปเรื่อยๆ ก็จะมีแบบก็ไม่ต้องคิดก็แล้วกัน ปล่อยวางลงไปหน่อย ก็ค่อยๆปรับไปเรื่อยๆ เลยอาจจะไม่ได้เพอร์เฟคชั่นนีสต์ขนาดนั้นแล้ว”
วันนี้ทุกคนประสบความสำเร็จขั้นนึงแล้ว?
ต้าห์อู๋ : “พวกเราก็ยังต้องพยายามกันอีกครับ ปีนี้ทั้งปีก็ยังคงต้องเหนื่อยกันอีกเยอะๆ ดีที่ว่าเรามีกำลังใจดีๆจากทุกคนครับ ตอนนี้ก็มีผลงานออกมาให้ชมกันนอกจากเอ็มวีเพลง TASTE ME แล้ว ก็มีรายการทีวีต่างๆ และก็มีช่องทางต่างๆทางโซเชียลให้ติดตามกัน ถ้าอยากดูความแปลกก็ทางติ๊กต๊อกออฟฟิศเชียลของพวกเรา (หัวเราะ)”
ออฟโรด : “แล้วก็มีช่องทางต่างๆของพวกเรา LAZ1_OFFICIAL ครับ ฝากทุกคนด้วยนะครับ พวกเราจะอยู่ตรงนี้ทำผลงานให้ทุกคนได้ติดตามกันนะครับ”
(ต้าห์อู๋ พิทยา)
(ออฟโรด กันตภณ)
(ไดร์ม่อน ณรกร)
(เจลเลอร์ กฤติมุก)
(เป็นต่อ จีรภัทร)