“ไมค์ ภัทรเดช” มีน้ำตา เล่าชีวิตกว่าจะเป็น “พระเอก” เจออะไรมาเยอะ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

พระเอกดัง “ไมค์ – ภัทรเดช สงวนความดี” เปิดเรื่องราวชีวิตกว่าจะมาเป็น “พระเอก” แถวหน้าของช่อง เจอเรื่องราวในชีวิตมาเยอะ

ขึ้นเท่นพระเอกเบอร์ต้นๆของวิกหมอชิต สำหรับ “ไมค์ – ภัทรเดช สงวนความดี” พระเอกเนื้อหอมที่มีแฟนละครชื่นชอบทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ล่าสุดเจ้าตัวได้มาเล่าเรื่องราวเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้มันไม่ง่าย!! เจออุปสรรคมาเยอะ

ในช่องยูทูบของนางเอกสาวคนสนิท “ปุ๊กลุก – ฝนทิพย์ วัชรตระกูล” ใน EP.1 : เกือบไม่มีพระเอกชื่อ “ไมค์ ภัทรเดช” งานนี้พระเอกคนดังเปิดเผยเรื่องของตัวเองทั้งน้ำตา มีหลายเรื่องราวที่ยังไม่มีใครเคยรู้ 

“ไมค์” เริ่มเล่าถึงการมาเป็นดาราว่า “จริงๆ เป็นคนขี้อาย ไม่ได้อยากเป็นดารา แต่ในจิตลึกๆ ใครไม่อยากเป็นดาราออกหน้าทีวี ดูเป็นพระเอก จนอายุ 16 ก็มีคนมาชวนไปประกวดดัชชี่บอย ก็ไปประกวด แล้วได้ที่ 1 ของภาคอีสาน แล้วมาประกวดที่กรุงเทพ ได้ที่ 3 เลยทำให้ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงแป๊ปนึงก็มาเจอเรื่องราวที่มันไม่ใช่ ตอนนั้นอยู่ ม.5 ก็กลับไปเรียนหนังสือ ไปเรียนที่จีนจนอายุ 21 ปี

ผมเติบโตมาด้วยชีวิตอิสระมาก มีฐานะค่อนข้างดี ขายอะไหล่แต่งรถมอเตอร์ไซค์ในท้องถิ่น เงินในเกะมีเยอะมาก จนวันหนึ่งเราโตขึ้นมาตอนนั้นเรียนอยู่ที่จีน ก็ขอเงินแม่ ซึ่งปกติแม่เป็นคนที่โอนเงินไวมาก โทรปุ๊บโอนปั๊บ ใช้เงินอิสระมาก แม่โอนให้ตลอด แต่ครั้งนี้แม่โอนช้าไป 1 อาทิตย์ เลยโทรไปถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ก็บอกว่า แม่ไม่มีเงิน ล้มละลาย เพิ่งเลิกกับพ่อ เพิ่งหย่ากัน แม่คงกลัวว่าลูกจะเครียด แต่ผมบอกแม่ว่าไม่เป็นไร เทอมแรกเขามีสอบชิงทุนและผมสอบได้ ได้เงินเดือนละ 5 พัน ผมใช้เดือนละ 5 พันก็ได้ ก็บอกให้แม่ดูแลตัวเอง เดี๋ยวผมกลับไปผมจะดูแลแม่เอง เป้าหมายเดียวในชีวิตตอนนั้นคือผมจะต้องดูแลแม่ผมให้ได้

พอเรียนจบก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานในวงการบันเทิง มีแพลนเรียนต่อ และมีงานที่อู่เรือที่จีน เงินเดือนสตาร์ท 3 หมื่นบาท แต่เลือกทำงานในวงการบันเทิง เหตุผลที่เลือกมันบ้ามาก ตอนที่อยู่ขอนแก่น มีหลายคนที่ได้เข้าวงการบันเทิง และเราก็เป็นอีกคนที่คนในขอนแก่นก็รู้จัก ทุกคนทำได้ เราก็ต้องทำได้ 3 หมื่นไม่เอา จะเป็นเหมือนเขา

แต่ 3 ปีที่บอกว่าจะดูแลแม่ตัวเองไม่ไปถึงไหนเลย แล้วมันทุกข์และเครียดของชีวิตมาก เราตัดสินใจเลือกทางนี้เพราะว่ามันเป็นทางเดียวที่จะดูแลแม่ได้ 3 ปีผ่านไปยังวนเวียนกับการเดินแบบอยู่เลย แต่ก็ได้เล่นละครอยู่เรื่องหนึ่งและคิดว่าละครเรื่องนี้ที่จะพาเราไปให้ได้เหมือนคนอื่นเขา ถ่ายอยู่ 1 ปี 3 เดือน ได้เงินค่าตอน 8 พันบาท คูณ 15 ได้มา 2 แสนกว่าบาท เฉลี่ยต่อเดือนแล้วเงินไม่เหลือเลย ตอนนั้นคิดว่ามันจะง่าย แต่พอเข้ามาแล้วมันไม่ง่ายเลย

 ไปดูเฟซบุ๊กเพื่อนที่เรียนที่จีนด้วยกันบางคนทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว นำเข้าส่งออกจนรวย บางคนไปเรียนต่อมีชีวิตที่ดี แล้วก็อิจฉา และเครียดมากว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก แล้วผู้จัดการก็ส่งผมไปเรียนบำบัดจิตกับครูเงาะ ก็เริ่มมีความสุขขึ้น ก็เริ่มทำงานเก็บเงินได้ มีความคิดที่ดีขึ้น มองโลกในแง่บวกมากขึ้น ทำงานเก็บเงินจนได้ 280,000 บาท ก็คิดถึงแม่ ซื้อคอนโดไปเหลือเงิน 4 หมื่นแล้วแม่ก็มาอยู่ด้วยจนถึงวันนี้

 

 

ในระหว่างทางที่รอเงินจากการถ่ายละครก็ต้องขอบคุณผู้จัดการเขาน่ารักมาก ทุกวันนี้ก็ยังรักเขาแต่ไม่ได้ดูแลกันด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ใช่เงินทอง แต่เรารักเขามา ชีวิตพี่เขามีขึ้นมีลง ตอนที่ชีวิตเขาลงเขาก็ขายรถเขา เขาก็เหลือรถคันเล็กไว้ แล้วตัวเองนั่งแท็กซี่ไปทำงานและทิ้งรถคันนั้นไว้ให้ผมขับไปเล่นฟิตเนส ไปเรียนการแสดง พี่เขาออกไปทำงานแต่เช้า ทิ้งเงินไว้ให้ผมวันละ 500 บาท ผมจำได้ ผมไม่เคยลืม เป็นช่วงเวลาที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเกิดหรือเปล่าแต่พี่เขาก็ยังมีความหวังในตัวผม”

 พระเอกหนุ่มเล่าต่อว่า “ยอมรับเคยคิดสั้น ไม่เคยมีใครรู้ว่าชีวิตผมผ่านอะไรมาเยอะมาก (ร้องไห้) ไม่อยากพูดถึงมัน เราเป็นคนมองโลกในแง่บวก ไม่อยากคิดถึงอะไรที่มันผ่านมาแล้ว พยายามที่จะผ่านมันไป (ร้องไห้หนัก) ในวันที่เครียดคือเครียดมาก รักแม่แต่ยังไปไม่ถึงไหน ในขณะที่ปัญหาครอบครัวก็ยังใหญ่อยู่ เคยมีความคิดนั้นอยู่แล้ว คอนโดอยู่ชั้น 26 ทำงานก็ไม่โตเลยแล้วใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ละครเรื่องหนึ่งถ่ายหลายเดือน ก็นั่งกินเหล้าอยู่ริมระเบียงเกือบทุกวัน มองลงไปมีสระน้ำกระโดดลงไปคงไม่ตายหรอก ทั้งๆ ที่จริงๆ อยากตาย แต่ไม่เคยให้แม่รู้ เครียดมาก แต่ก็ไม่ทำเพราะมีแม่อยู่

จนวันนึงทำงานเหนื่อยมาก นั่งกินเหล้าอยู่ระเบียง มองผ่านช่องของม่านในห้องเห็นแม่กำลังเตรียมน้ำผลไม้ให้สำหรับไปกอง แม่ไปกองด้วยทุกวัน คืนนั้นที่เห็นแม่นั่งเตรียมของให้ พลังงานมันเปลี่ยน มีสติมากขึ้น ทุกวันนี้เราอยู่เพื่อแม่และแม่ก็ไม่เห็นทุกข์เลย แม่มีความสุขด้วย มองผ่านลอดม่านไปเห็นแม่ยิ้ม ตั้งแต่วันนั้นงานก็มาเรื่อยๆ หลังจากละครเรื่อง “ใยกัลยา” ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ เลย”

หนุ่ม “ไมค์” ยกดารารุ่นใหญ่ “อาหมู ดิลก” เป็นหนึ่งในคนที่จุดประกายการแสดง เพราะเขาสอนอะไรหลายอย่างตอนที่ร่วมงานกัน ทำให้เห็นมิติตัวละครและทำเข้าใจว่าการแสดงมากกว่าท่านแล้วไปเล่น อีกคนก็ “ปุ๊กลุก” ที่เล่นละครด้วยแล้วส่งพลังมาให้

และพระเอกหนุ่มยังยอมรับว่าเคยมีความว่า “ตัวเองหมดไฟ” เพราะก่อนจะมีโควิดผมมีแพชชั่นเยอะมาก มีไฟในตัวเยอะจะทำนู้นทำนี่ แต่พอมีโควิดมันกลายเป็นความเคยชิน ผมไม่ทำอะไร อยู่ดีๆหมดไฟ โควิดเริ่มซาแต่ผมไม่ทำอะไร

แต่ “ปุ๊กลุก” เขากลับลุกขึ้นมาทำอะไรเยอะแยะ แล้วเราก็มานั่งคุยกัน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “เธอจะเอาแค่นี้ใช่ไหมชีวิต เธอพอใจแล้วใช่ไหม เธอไม่ใช่คนแบบนี้นะ” เป็นธรรมชาติของมนุษย์ คนไกลตัวเขาก็ไม่กล้าพูดกับเรา ต่อให้เราดีหรือเลวมันไม่ส่งผลกับเขา แต่คนใกล้ตัว มันเห็นกันอยู่ในสายตา เรารักเขา เราอยากเห็นกันได้ดี ตอนนั้นผมก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ก็นอนไม่หลับ หลังจากนั้น 3 วัน ผมไม่มีเวลาให้เขาเลย ผมกลับลำเร็วมาก ผมไม่พูดแต่ผมทำ ผมกลับมาแล้วจริงๆ และกำลังจะทำเวอร์ชั่นผมที่ดีขึ้น เรื่องหน้าจะเป็นผู้จัดและเล่นเป็นพระเอกเองด้วยแล้วจะให้ปุ๊กลุกมาเป็นนางเอก (หัวเราะ)”

ซึ่งทาง “ปุ๊กลุก” ก็บอกว่าตัวเองเป็นห่วง เพราะเคยผ่านภาวะเดียวกับที่ไมค์เคยเป็นมาก่อน แล้วไมค์ก็เป็นคนเตือนสติในวันนั้นแล้วทำให้เราคิดได้ พอวันนี้มาเป็นฝั่งเขาที่คิดแบบนี้ก็เลยเตือนเขากลับบ้าง แต่เขาก็แอคทีฟไวมาก รู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องพูดแรงๆด้วยเจตนาที่ดี”

ขอบคุณ YT : Fonthip Watcharatrakul 

ขอบคุณ IG mike_pattaradet

 

คอนเทนต์แนะนำ
“รักไม่ใช่ดวงดาวเมื่อพราวแสง” “แหม่ม พัชริดา” ต้นฉบับ สาว สาว สาว ร่วมเล่นไวรัลดัง
เปิดสถิติหวยออกย้อนหลัง 10 ปี งวด 1 ตุลาคม

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ