ต้องยกให้เป็นนางเอกฮอตในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ สำหรับ “ฐิสา – วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร” ที่มีผลงานละครต่อเนื่องหน้าจอ และสามารถเรียกคะแนนความนิยมจากแฟนๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มาแรงขนาดนี้ พีพีทีวี นิวมีเดีย ไม่พลาดคว้าตัวมาพูดคุยกันอย่างเอ็กซ์คูลซีฟแน่นอน การคุยกันครั้งนี้ทำให้รู้ว่า “ฐิสา” ข้ามเส้นความกลัวก่อนเข้าวงการ และยังต้องฝ่าคำวิจารณ์อย่างมากมายกว่าจะขึ้นแท่นนางเอกเบอร์ต้น ๆ ของช่องในอย่างทุกวันนี้ นอกจากนั้นดาราสาวยังเปลือยเรื่องหัวใจอย่างหมดเปลือกกับเราด้วย
นางเอกฮอตละครออนแอร์ต่อเนื่อง?
“ดีใจค่ะ อาจจะเป็นจังหวะด้วย ช่วงนี้ก็เห็นหน้ากันต่อเนื่องเลยนะคะ (หัวเราะ) ทั้งสองเรื่องก็มีความยากง่ายต่างกันไปค่ะ “สายเลือดสองหัวใจ” เป็นแนวสืบสวนสอบสวน ไลต์คือการตามหาฆาตกรตัวจริงและจะมีการพลิกไปพลิกมาให้คนดูคอยลุ้น ฟีดแบคดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณทุกๆคนที่ชอบนะคะ และเรื่องนี้ก็เป็นการกลับมาร่วมงานกับ “มิกค์” (มิกค์ ทองระย้า) ด้วยความที่เป็นเพื่อนกัน สนิทกันอยู่แล้ว การทำงานก็ง่ายค่ะ ส่วนเรื่องล่าสุด “เข็มซ่อนปลาย” ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทและท้าทายพอสมควรค่ะ เรื่องนี้ใช้พลังเยอะมากๆ จะการใช้อารมณ์เยอะ ความเข้มข้นมีมากขึ้นทุกตอน”
พิสูจน์ฝีมือตัวเองมากขึ้น 11 ปีในวงการบันเทิงค่อย ๆ สะสมประสบการณ์?
“หนูมองว่าการที่เราค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ก็สอนอะไรได้ในหลาย ๆ อย่างมากเลยค่ะ ถ้าย้อนกลับไปตอนแรกๆ เวลาจะออกไปทำงานแต่ละครั้ง ต้องขึ้นเวที บอกเลยว่าใจเต้นเหมือนใจจะหลุด มือไม้สั่น แต่ก็มีหลาย ๆ ความรู้สึกปน ๆ กัน ทั้งความรู้สึกสนุกกับการทำงาน หรือบางวันที่คิดว่าทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ เรียกว่าผ่านมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหมดแพชชั่น หมดไฟ ก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่พอมีประสบการณ์มากขึ้น โตขึ้นก็เรียนรู้ ปรับตัวได้มากขึ้น อย่างทุกวันนี้เวลาที่ต้องไปทำงานแล้วเจอคนเยอะมาก ๆ ก็ยังมีความตื่นเต้นอยู่เหมือนเดิมค่ะ (หัวเราะ) เพียงแต่เราสามารถรับมือกับความรู้สึกนั้นได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องมีสติ
ตอนนี้เลยรู้สึกค่อนข้างจะอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น สิ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เรียนรู้มากขึ้นทุกอย่าง รู้สึกว่าคาดหวังน้อยลง คือทำแต่ละวันไปให้เรารู้สึกโอเคมากที่สุด กับโอกาสที่เราได้รับเราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดในแต่ละวัน ถ้าถามถึงเป้าหมายว่าตั้งไว้ยังไงเหรอคะ บอกตรง ๆ ว่าไม่เคยตั้งเป้าหมายว่า จะต้องอยู่จุดนี้ ได้แบบนี้ หรือจะต้องอยู่แบบนี้ คือไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นแบบโน้นแบบนี้เลย คิดแค่ว่าถ้ายังมีโอกาสได้ทำงาน ถ้ายังมีคนอยากเห็นเราอยู่ เราก็อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ ให้เต็มที่ที่สุด กับสิ่งที่เราได้รับมา”
ทุกวันนี้ถือว่าทำได้ตามฝันไหม?
“ต้องบอกว่าเกินฝันมากกว่าค่ะ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาทำงานตรงนี้ด้วยซ้ำ ในความเป็นตัวเองตั้งแต่ตอนเด็กถึงตอนนี้ ก็ไม่คิดว่าจะทำงานนี้ได้ตั้งแต่แรก เพราะตัวตนของเราคือเราไม่ชอบเจอผู้คน ไม่ชอบการแสดงออกเลย คือแล้วมาทำงานตรงนี้ได้ เราว่าเรามาไกลมากจริง ๆ ค่ะ”
“ฐิสา” บอกว่าเคยผ่านช่วงหมดแพชชั่นมาแล้ว?
“มันเป็นช่วง ๆ ค่ะ ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ชีวิตการทำงานนะคะ ก็หลาย ๆ อย่าง มันก็จะมีช่วงที่รู้สึกว่า มันยากจังเลยที่จะผ่านไป หรือมันก็คงจะต้องมีวันที่เจอกับปัญหาบ้างแหละในการทำงาน อาจจะพูดไม่ได้ว่าเรามีความสุขกับทุกวันจริง ๆ มันต้องมีวันที่สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ปน ๆ กันไป มันอาจจะเป็นช่วงที่รู้สึกว่าปัญหามันเยอะจังเลย แล้วพอมันเกิดขึ้นก็คงจะเหนื่อยหรือท้อบ้าง แล้วส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บความรู้สึกด้วย เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดว่า...อันนี้ไม่โอเคแหละจริง ๆ แล้ว แต่เมื่อต้องเจอกับความรู้สึกที่ไม่โอเคแรก ๆ แน่นอนเราก็เสียใจ แต่เราก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไปคือไม่ใช่แค่เราคนเดียวหรอกที่เจอความรู้สึกแบบนี้ อย่างคำวิจารณ์ก็ไม่ใช่แค่เรา ที่เขาจะสามารถวิจารณ์เราได้ แต่เมื่อเราได้รับคำวิจารณ์เราก็จะเก็บมาทบทวนค่ะว่า เราเป็นอย่างนั้นไหม ถ้าในเรื่องของการทำงาน เราก็พร้อมที่จะปรับและพัฒนาต่อไป แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็จะปล่อยผ่านไป จะไม่เก็บมาคิดให้ปวดหัว เพราะถ้าเราเก็บเอาไว้คนที่จะเสียใจก็คือตัวเราเอง ส่วนคนวิจารณ์คือเขาวิจารณ์แล้วผ่านไป”
ความรู้สึกที่ทำให้ไม่อยากไปต่อ?
“ยังไม่เคยมีขนาดนั้นนะคะ หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ตามอ่านทุกอย่างมาก อย่างเวลามีผลงานเราก็ตามอ่านฟีดแบคบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับอ่านทุกเม็ด ดังนั้นเลยเป็นแบบเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง”
ถ้าให้ “ฐิสา” พูดถึงการทำงานของตนเอง จากวันแรกที่อาจจะเจอกับคำวิจารณ์ จนมาถึงวันนี้ที่ได้รับคำชื่นชมมากกว่า?
“เหมือนแต่ละงานเราตั้งใจเต็มที่อยู่แล้ว พอผลออกมาเราก็จะคิดเสมอว่าเราได้เต็มที่ไปแล้วตอนที่ทำงาน ดังนั้นผลที่ออกมาถ้ามีส่วนไหนที่เรายังสามารถพัฒนา หรือปรับปรุงได้อีกเราก็จะทำค่ะ อย่างการทำงานในตอนนี้ ก่อนการทำงานเราก็จะมีเวิร์คชอปกัน เรามองว่าการทำการบ้านของการทำงานละครเราหนักขึ้น เรามีการพูดคุยกับทั้งตัวละครที่เราต้องเล่น กับผู้กำกับ ภาพรวมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สมัยเราเด็ก ๆ เราอาจจะยังไม่เข้าใจ เราทำการบ้านไม่เป็น แต่พอเราโตขึ้นเราเข้าใจมากขึ้น เราปรับตัวมากขึ้น”
ในช่วงที่ได้รับคำวิจารณ์ในทางลบเยอะๆ พอวันที่เราได้รับคำชมมันให้กำลังใจเราอย่างไร?
“ก็เหมือนเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการทำงานต่อไปค่ะ คือในทุกงานเราตั้งใจอยู่แล้ว อยากให้ออกมาดี แต่ผลตอบรับหลังจากที่ออกมามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หนูมองว่าเราได้ใช้ใจทำ ตั้งใจไปแล้ว เพราะทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันขึ้นอยู่กับภาพรวมหลาย ๆ อย่างมาก ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร คือเราได้ตั้งใจไปแล้ว ถ้าฟีดแบคที่กลับมาดี ก็เหมือนกำลังใจให้เราทำงานต่อไป ไม่ได้คิดว่าผลจะต้องออกมาอย่างนั้นอย่างนี้นะ สิ่งที่รู้สึกคืออยากให้คนดูชอบละคร ชอบในสิ่งที่เราได้ทุ่มเทไปมากกว่าค่ะ”
เรียกว่าจากความรู้สึก กล้า ๆ กลัว ๆ ในตอนแรกที่เข้ามาในวงการ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป?
“เรียกว่ามันก็ทำให้รู้สึกว่าโตขึ้นเยอะค่ะ เรามีโอกาสที่ได้ทำงานตรงนี้ซึ่งคนที่ไม่มีโอกาสได้ทำงานตรงนี้อาจจะไม่รู้สึกเหมือนเรา ไม่ได้พบเจอในสิ่งที่เราได้พบเจอ ไม่ได้ลองทำในสิ่งที่เราได้ลองทำ อย่างเล่นละครบู๊ เตะต่อย คือในชีวิตเราก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาวิ่งหนีระเบิดในป่า มันเป็นประสบการณ์ที่คนข้างนอกอาจจะหาไม่ได้”
ขอถามเรื่องหัวใจ ตอนนี้มีเจ้าของหรือยัง?
“หัวใจตอนนี้ก็ยังเป็นหัวใจของฐิสาค่ะ (หัวเราะ) ถามว่าใจแข็งเรื่องความรักไหม ก็ไม่ได้ใจแข็งหรอกค่ะ คือเราเป็นคนที่ถ้ารักใครก็รักเลย รักมาก แต่อาจจะยังไม่ได้เจอ คือยังไงดีล่ะ ด้วยความที่เราก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ไม่ค่อยไปเจอใครด้วย แล้วพอเจอโควิด-19 เราไม่ออกจากบ้านด้วย ขี้กลัว ขี้ระแวงด้วย ยิ่งไม่เจอใครยิ่งกว่าเดิม”
เข็ดกับความรักหรือเปล่า?
“ไม่เข็ดค่ะ แต่ถามว่ามีเสียใจไหม ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติที่มีเสียใจ ที่เชื่อว่าถ้ามันไปต่อไม่ได้ทุก ๆ คนก็คงรู้สึก แต่ว่าเราก็ต้องก้าวผ่านไปและอยู่กับชีวิตปัจจุบัน เพื่ออนาคตต่อไปของเรา เราจะเอาชีวิตไปติดกับอะไรที่ผ่านไปแล้วมันก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี”
ความรักที่ผ่านมามีผลต่อความรักในอนาคตไหม?
“ไม่ถึงกับขนาดว่ามีผล แต่ทำให้โตขึ้นมากกว่า ด้วยอายุที่มากขึ้นและสิ่งที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ได้เรียนรู้มากขึ้นว่าโอเคกับอะไร ไม่โอเคกับอะไร เราเป็นอย่างไร มีข้อเสียตรงไหน ทำให้เราได้หันกลับมามองตัวเองมากขึ้น ทบทวนตัวเองมากขึ้นด้วย มันก็เหมือนเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้น”
เคยผ่านความรักที่ไม่เปิดเผย วันนี้มุมมองความรักเราเปลี่ยนไปไหม?
“ถ้าเทียบสมัยนี้กับสมัยก่อน ในเรื่องของวงการก็จะเห็นว่ามันเปลี่ยนไปเยอะ จะเห็นว่ามีการเปิดเผยมากขึ้น แต่สำหรับเราคิดว่ามันขึ้นอยู่กับความสบายใจของทั้งสองฝ่ายด้วย คือขึ้นอยู่กับเราและคนที่เรากำลังคุยด้วย ดังนั้นถ้าไม่ต้องการเปิดก็เป็นแบบนี้ไปก็ได้ แต่ถ้าสบายใจที่จะเปิดกันทั้งคู่ก็เปิด หนูว่ามันขึ้นอยู่กับคนสองคนมากกว่า สำหรับเรานะคะ แล้วยิ่งพอเรามาอยู่ตรงนี้ คือทั้งเปิด ทั้งปิด ไม่ใช่ว่าอะไรจะดีกว่า คิดว่าขึ้นอยู่กับคนสองคน ถ้าจะไปต่อ มันก็คือคนสองคนอยู่ดี”
เรียกว่าต้องมีการพูดคุยก่อน?
“ใช่ค่ะ คือขึ้นอยู่กับคนที่เราคุยด้วย เราต้องมาคุยกัน ไม่ใช่จะเอาแต่ความคิดของเราเป็นหลัก สมมุตินะคะ ถ้าเขาโอเค เขาอยากจะเปิด แล้วเราโอเคกับความคิดนั้น ก็เปิดได้ค่ะ หรือกับอีกมุมที่คน ๆ นั้นเขาค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว แล้วเราทำงานอยู่ตรงนี้ เขาอาจจะยากใช้ชีวิตปกติแบบไม่ต้องป่าวประกาศ เราก็โอเคค่ะ คือเราคิดว่าใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากที่สุด ไม่ถึงกับต้องมาหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำกิจกรรมอะไรให้เป็นปกติ แค่คำจำกัดความของคำว่าเปิด กับปิด ของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน คำว่าเปิดของบางคนอาจจะหมายถึงจะต้องประกาศ จะต้องเปิดเผยในทุกสื่อโซเชียลว่าคนกับคน ๆ นี้ แต่กับบางคนเขาอาจจะรู้สึกว่า คนรอบตัวรู้ คนใกล้ชิดรู้ นี่ก็คือเปิดเผยแล้ว ดังนั้นหนูคิดว่าอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนมากกว่า”
ถ้าเราต้องเจอกับความรักแบบไพรเวทอีก?
“คงต้องคุยกันว่ามันจะมากแค่ไหนค่ะ คุยกันก่อน ถ้าจุดที่มองไปข้างหน้า เป้าหมายมันไม่ตรงกันจริง ๆ ก็อาจจะไปต่อไม่ได้ เหมือนกับเราโตขึ้นแล้วนอกจากจะใช้เรื่องความรู้สึกแล้ว เราต้องใช้เหตุผลที่มันมากขึ้นด้วย”
จริง ๆ ความรักครั้งต่อไปของ “ฐิสา” จะจำกัดไหม ไม่เอาคนในวงการแล้ว?
“ไม่ได้ยึดติดเลยค่ะ ไม่อยากยึดติดด้วยมากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าจังหวะไหนเราจะเจอกับใคร หรือจังหวะนี้เราอาจจะเจอคนในวงการ หรือนอกวงการ ก็เลยไม่อยากยึดติดว่าเราจะต้องคุยกับคนนอกวงการเท่านั้น เพราะถ้าจังหวะนั้นเราเจอแต่กับคนในวงการล่ะ มันคงเหมือนปิดกั้นตัวเองไปด้วย มองว่าตามสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าค่ะ”
มีคนนอกวงการเข้ามาทำความรู้จักบ้างไหม?
“ไม่มีเลยค่ะ (หัวเราะ) ถ้าเป็นคนสนิทจริง ๆ จะรู้ว่า ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักกันแล้วเข้ามาคุย เราจะไม่คุย คืออย่างน้อยต้องรู้จักหน้า ต้องได้เจอก่อน แล้วค่อยคุยก็ได้ แต่ถ้าจู่ ๆ แบบมีส่งไลน์ให้หรือช่องทางการติดต่อมาให้ แบบคนนี้ขอไปนะ เราก็จะคุยไม่ถูก คุยไม่เป็นค่ะ ยอมรับว่าอาจจะเป็นคนคุยยากนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราปิดกั้นนะเพียงแต่พอไม่รู้จัก ก็ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอะไรกัน เป็นคนคุยไม่เก่งมากกว่าค่ะ”
งั้นเวลาเข้ามาแล้ว เขาควรจะคุยกับ “ฐิสา” แนวไหน?
“จริง ๆ ก็คุยเรื่องทั่วไปได้นะคะ ยกเว้นเรื่องที่เป็นแบบวิชาการมาก ๆ อันนี้ก็ไม่ไหวนะคะ ที่จะต้องเป็นหลักเป็นการตลอดเวลา ก็จะรู้สึกว่าเหมือนเราทำงานค่อนข้างหนักอยู่แล้ว ถ้าเราเรื่องหนัก ๆ มาใส่เราอีกก็คงจะปวดหัวนิดหนึ่งค่ะ คุยเรื่องทั่วไป แต่อาจจะเป็นด้วยความที่ว่าเราจะคุยกับคนที่เรารู้สึกว่าคุยด้วยแล้วสบายใจ เป็นตัวเองได้”
โสดมานานมาก?
“ก็นานเหมือนกันนะ จำไม่ได้ (แว่วว่าคุณแม่ถึงขั้นช่วยมูให้ลูกสาว?) (หัวเราะ) จะว่าคุณแม่ถึงขั้นมูไหม ก็แค่แบบเวลาไปที่ไหนก็จะมีถามว่า ลูกจะมีคู่ไหม แล้วก็พูดลอย ๆ ว่า ไม่มีคนมาจีบบ้างเหรอ แต่ถามว่าเห็นคุณแม่พูดแบบนี้เอาจริง ๆ หวงลูกมากนะคะ ไม่รู้จะหวงไปไหน คือเริ่มเมาท์คุณแม่แล้วนะ (หัวเราะ) คือบางทีนี่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลย คุณแม่โทรตามกลับบ้านแล้วนะ คือแบบบางทีเราก็ต้องบอกว่า หนูขอเวลาได้เจอเพื่อนเจอฝูงบ้าง (หัวเราะ) คือทั้งคุณแม่และป๊า ก็จะหวงทั้งคู่ค่ะ แต่การแสดงออกจะไม่เหมือนกัน อย่างคุณแม่จะชัดเจนคอยจ้องตลอดเลยว่าใครมาอยู่ใกล้ลูก แต่กับป๊า เขาจะกระซิบอยู่ห่าง ๆ มากกว่า”
ความรักกับการคาดหวัง?
“ในทุก ๆ อย่างเรื่องของการคาดหวังอาจจะลดน้อยลง เข้าใจว่า เวลาเรารักใครก็จะคาดหวังกับอีกคนอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่คาดหวัง แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น คาดหวังกับอีกฝ่ายให้น้อยลง ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มันมีความสุขมากขึ้น ใช้ชีวิตให้ง่ายมากขึ้นค่ะ แต่ก่อนเนี่ยเคยฝัน อยากแต่งงานถึงขั้นแบบ ชุดแต่งงานจะประมาณนี้นะ ชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้จะต้องประมาณนี้นะ มีแบบเซฟรูปไว้เลย แต่พอเราโตขึ้น ถามว่าอยากไหม ก็อยาก เชื่อว่าเป็นความฝันของผู้หญิงหลาย ๆ คนที่อยากแต่งงาน อยากมีครอบครัว โอเคก็ฝันได้ แต่ไม่ได้คาดหวังมากเท่าเดิมแบบ อายุเท่านี้จะต้องแต่งงาน อายุเท่านี้จะต้องมีแฟน ความคิดนั้นมันลดลงไปเยอะค่ะ แต่ถามว่าอยากมีแฟนไหมก็คืออยากแหละค่ะ (หัวเราะ)”
เป็นคนที่ถ้ามีความรักจะต้องชัดเจน?
“คิดว่าอะไรที่ทำได้ก็ทำ คืออะไรที่เราสามารถทำได้เราก็ทำ สิ่งที่เราอยากจะทำให้ได้ เราจะเต็มที่เผื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะไปต่อด้วยกันได้ไหม ถ้าเราไปต่อด้วยกันไม่ได้ก็จะได้รู้สึกว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว มันก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ”