“ต่อ ธนภพ” จากพระเอกซีรีย์วัยรุ่น สู่พระเอกละครแนวหน้าของประเทศไทย เผยความรู้สึกและจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมารับงานละคร หลังจากห่างหายไปนานกว่า 5 ปี! ผลงานแสดงสองเรื่องล่าสุดที่พระเอก “ต่อ ธนภพ” ได้ปล่อยมาให้ได้รับชม อย่างละครเรื่องการุณยฆาต และ เรื่องหนึ่งในร้อยที่เพิ่งจบไปได้ไม่นาน พระเอกหนุ่มได้กล่าวความรู้สึกหลังเห็นกระแสของละครทั้งสองเรื่อง
“ดีใจครับ ถือว่าปีนี้ดีมาก ตั้งแต่หนึ่งในร้อยเลย ตั้งแต่เปิดมายันการุณยฆาต ปีที่แล้วรู้สึกว่าโชคดีจังเลยที่เราได้โปรเจ็คที่เราอยากทำมันก็ฉีกทั้งคู่มันห่างกันมากด้วยตัวคาแร็คเตอร์แนวเรื่องจังหวะที่มันออกมาปีนี้ผมรู้สึกขอบคุณคนดูมาก ๆ ที่คุณซื้อมันทั้งหมด ตอนแรกผมคิดว่าการุณยฆาตจะเว้นจากหนึ่งในร้อยอีกหน่อย แต่คนดูก็ยังติดตามก็ต้องขอบคุณมาก”
ฉายารัฐบาล ปี 2567 "รัฐบาลพ่อเลี้ยง" พร้อมฉายานายกรัฐมนตรี “แพทองโพย”
20 ที่เที่ยวปีใหม่ ใกล้กรุงเทพฯ ไปเช้าเย็นกลับ เดินทางง่าย
เส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิงของหนุ่ม “ต่อ ธนภพ”
“ผมน่าจะเริ่มจริงๆที่เกี่ยวข้องกับคำว่าบันเทิงน่าจะตอนอายุประมาณ 18 ปลายๆ เกือบ 19 มีโอกาสเข้ามาเป็นนายแบบก่อน ผมจะเดินงานที่ทุกคนน่าจะรู้จักก็คืองาน Bangkok international week หรือ BIFW แล้วก็จะมีงาน Elle Fashion Week ได้ลองหลายอย่างมาก ได้ไปแคสต์โฆษณา ได้ไปลองเป็นดีเจ พิธีกรก็เคยไปลองช่วยพี่ย้งใน 789 Survival มา ผมเป็นคนชอบลอง MV ก็เล่น โฆษณาก็เล่นบ้าง จน MV เปลี่ยนชีวิต เพลงของพี่ดา เอ็นโดรฟิน เพลงถึงเวลาฟัง ซึ่งทีมที่ทำนี้ก็น่าจะเป็น 1 ในทีมที่ทำซีรีส์ Change อยู่ทุกวันนี้”
จุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดจากการปรับการรับบทบาทละครกับเรื่อง Side by Side
“หยุดรับงานไปเลย พยายามอยู่กับคาแร็คเตอร์นี้ทำให้มันดีที่สุด ทิ้งคำว่าพระเอกในนามปธรรมที่คนอื่นเข้าใจ ผมขว้างทิ้งเลย บังเอิญระหว่างรีเสิร์ชบทนี้ผมไปเจอจุดที่คอนเนคกับเด็กออทิสติกมากๆ อาจจะเริ่มต้นจากความสงสารแต่สุดท้ายมันกลายเป็นความสวยงามที่เราเห็นว่าทำไมคนอย่างเราไม่เคยสัมผัสเขามาก่อนเราถึงไม่เห็น จนมันเป็นแรงผลักดัน ถ้าซีรีส์เรื่องนี้มันจะช่วยตะโกนออกไปว่าคนเหล่านี้เขาน่าจะอยู่ในสังคมเดียวกันกับเราได้ ถ้าเราเข้าใจเขามากขึ้น แล้วจุดเปลี่ยนคืองานแสดงครั้งแรกที่ผมแสดงจากความเชื่อว่าผมอยากให้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ผมอยากทำให้คนเข้าใจ”
“ต่อ ธนภพ” ได้เล่าความรู้สึกโคลงเคลงในแง่ความเชื่อของคนดูไม่เชื่อในบทบาทนักเรียนและนักศึกษาแล้ว
“ตอนนั้นก่อนที่จะมี Side by Side มันจะมีจุดที่ผมเริ่มโคลงเคลงในแง่ความเชื่อของคนข้างนอกว่าเราไม่ถูกเชื่อในชุดนักเรียนและเราไม่ถูกยอมรับในชุดทำงาน คนที่มันมีแพชชั่นกับนักแสดงแล้วมันไม่ถูกเชื่อมันอึดอัดมาก มันจะรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เราอยู่ในระยะที่เขาไม่สามารถเห็นเราเป็นนักเรียนได้แล้ว แต่จะให้ไปทำงานก็ยังติดสิ่งที่ทำมาแล้วภาพมันชัดอยู่ แล้ว Side by side มันเข้ามาตอบทุกอย่างว่าไม่มีกฎเกณฑ์ side by side ไม่ได้กำลังพูดถึงว่าคุณวัยไหน แต่ side by side แค่เปิดประตูว่าฉันไม่ได้ขายเสน่ห์ ฉันคราฟท์มันมาอย่างสุดพลัง อย่างเหนื่อยมาก แล้วส่งความตั้งใจไปถึงคนดู สุดท้ายมันแค่ตอบเราว่าหรือว่าไอ้เด็กคนนี้อยากจะก้าวเข้าสู่นักแสดงที่ตัดคำว่าวัยรุ่นออกนะ”
การตัดสินใจกลับมารับงานละคร หลังจากห่างหายไปนานกว่า 5 ปี
“ตลอด 5 ปีหลังจากนั้นผมว่าผมได้ประสบการณ์มากขึ้นจากการทำงานต่อเรื่อยๆแล้วก็ความไม่หยุดพัฒนาบวกกับโตขึ้นแล้ว ตอนนั้นมันเด็กอยู่พอมันประสบการณ์เยอะขึ้นโตขึ้นผมเปิดใจมากขึ้น เมื่อก่อนจะเป็นมุมแบบว่าพอเราเริ่มทำได้ พอเราเริ่มชอบ แพชชั่นเราจะทำให้รู้สึกว่าไม่อยากห่วย เราไม่ยอมรับความห่วย เรารู้สึกว่าเราโดนเฆี่ยนมาขนาดนี้ โดนพ่อเราพี่ย้งกดดันมาขนาดนี้ เราต้องเก่งซิวะ แต่พอมันไม่เก่งแล้วมันนอยด์มันจะรู้สึกว่าฉันไม่ได้ยอมรับความไม่เก่งนี้ แต่ฉันรู้สึกไปเลยว่านี่ไม่ใช่ พอดีกว่า แต่พอเราโตขึ้นใจกว้างขึ้นเราไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว เราเริ่มรู้สึกว่าอะไรที่เราทำไม่ได้เราอยากทำให้ได้”
แพลนชีวิตในอนาคต
“อยากเป็นนักแสดงต่อไปเรื่อยๆ แต่แค่จุดที่อยากเป็นที่สุดคืออยากแสดงโดยที่ไม่ต้องคิดถึงรายได้ จุดนึงผมก็อยากให้แอ็คติ้งของผมมันเป็นงานอดิเรก อยากอยู่ในจุดที่เราพาตัวเองและครอบครัวไปอยู่ในจุดที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังมีอิสรภาพในทุกๆทางไม่ว่าจะเป็นการเงินและเวลา ทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าบันเทิงมันมีความธุรกิจอยู่ เราไม่ได้สามารถใช้ใจทั้งหมดได้หรอก สุดท้ายมันก็ต้องมีเรื่องรายได้แต่ละปีเพราะเราก็คือคนทำงานคนนึง ถ้าวงแผนคิดได้เร็วสุดก็น่าจะอารมณ์พาตัวเองไปอยู่ขั้นนั้นให้ได้”
ที่มา : รายการคุยแซ่บโชว์