วันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่โรงงานทนายเก่ง ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น นายประจักษ์ชัย ไหทองคำ เจ้าของค่ายเพลง ไหทองคำ ได้เดินทางมาเซ็นสัญญากับน้อง กระต่าย พรรณนิภา เป็นศิลปินใหม่ของค่ายไหทองคำ โดยมีทนายเก่ง ร่วมเป็นพยานในครั้งนี้
โดยนายห้างประจักษ์ชัย ไหทองคำ บอกว่า กระต่าย พรรณนิภา เดิมเป็นศิลปินอินดี้ชื่อดังของเมืองไทย มีบทเพลงยที่มียอดวิว 100-200 ล้านวิวมาแล้ว และการมาเป็นศิลปินใหม่ของค่าย ก็จะเป็นเรื่องดี
ทั้งนี้ตนรู้จักกับน้องกระต่าย พรรณนิภามากว่า 7 ปี มีน้ำเสียงที่ดี และมีการแสงสร้างคงามสนุกสนานให้กับแฟนเพลง และการที่ได้เซ็นสัญญา ก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย หรืออาจจะเป็นบุพเพสันนิวาส ในวันที่มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกัน โดยมีทนายเก่งเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมติดต่อ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาทะเลาะอะไรกัน จนกระทั่งกระต่ายได้ยอมที่จะมาร่วมสังกัดค่ายไหทองคำ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และขอฝากแฟนเพลงของน้องกระต่ายคอติดตามผลงานเพลง รวมทั้งผลิตภัณฑ์สินค้าของน้องกระต่ายด้วย ซึ่งระหว่างนั้นก็มีฟ้าผ่าลงมา ทำให้นายห้างประจักษ์ชัย กับน้องกระต่ายตกใจ เพราะฟ้าผ่าลงข้างโรงงานทนายเก่ง เชื่อว่ากระต่ายจะกลับมาดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเสียงฟ้าผ่าในวันเซ็นสัญญา
ขณะที่กระต่าย พรรณนิภา ได้เปิดใจ หลังจากที่ถูกแจ้งความในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์มูลค่า 40 ล้านบาทนั้น ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่า 40 ล้านบาท จริงหรือไม่ จะต้องให้คู่กรณีพร้อมตนได้นำสื่อมวลชนไปร่วมนับสต๊อกสินค้าด้วยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าสต๊อกสินค้ามีมูลค่า 40 ล้านบาทจริงหรือไม่ เพราะหลังจากที่เซ็นสัญญาฉบับที่ 2 สินค้าที่สต๊อกไว้มีคอลลาเจนสีฟ้าและสีแดงประมาณ 6 แสนชิ้น หลังจากนั้นได้เช็กในสต๊อกพบว่า ถูกจำหน่ายไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของสต๊อก จึงอยากให้มีการออกมานับสินค้าใน สต๊อกร่วมกัน เพราะตัวเองอยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจบลงด้วยดี และไม่อยากให้มีดร่ามาและปัญหา
ในส่วนเรื่องการโพสข่มขู่นั้น ตนได้มีการเจรจากับทางคู่กรณีหลังบ้านแล้ว โดยได้เจรจาเรื่องการทำงาน สัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ส.ค.2569 แต่สุดท้ายก็เจรจาไม่ลงตัว โดยเสนอให้ตนทำสัญญาถึงปี 2572 และหลังจากหมดสัญญาปี 2572 ก็จะขอต่อสัญญาอีก 2 ปี รวมเป็น 5 ปี ในส่วนนี้ทำให้มองว่าเป็นการต่อสัญญาที่นานไป จึงไม่ได้ต่อสัญญา จึงทำให้มีแชทลับที่พูดคุยเจรจาหลุดออกมา และยังมีการนำเรื่องบิลของตน ไปแจ้งในเพจ แต่ก็ไม่ได้มีการติดต่อกันอีก
ขณะที่เรื่องบิลที่เบิกค่าหมูกระทะนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง โดยได้มีการโพสต์เรื่องบิลบนหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง แต่เป็นการนำเงินไปเบิกกับบริษัทของตนเองที่ดูแลอยู่ ไม่เกี่ยวกับบริษัทของคู่กรณี ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ใช้วิธีการสำรองการใช้ในบริษัทอยู่แล้ว เพราะเวลาไปนอกสถานที่ก็จะมีพนักงานไปด้วย ก็จะต้องดูแลปากท้องของลูกน้องทุกครั้ง และในวันที่คู่กรณีแชทมา บอกให้โอนเงินคืนเพราะยอมรับว่าตนผิดจริง จึงได้โอนเงินคืนกลับไปให้ เพราะไม่อยากมีปัญหาเรื่องการฟ้องร้อง และเตรียมที่จะจ่ายเงินคืนให้กับบริษัทของตนเอง
ต่อมาเรื่องการปิดช่องทางการขายของนั้น ตอนนี้ได้มีการปิดแล้วเนื่องจากพบว่า ในใบกำกับภาษี ที่จะต้องนำไปยื่นให้กับสำนักงานสรรพากรไม่ใช่ชื่อบริษัทของตน ทำให้ไม่แน่ใจว่า มีใครมาแอบเปลี่ยนหรือเปล่าเพราะต้องการที่จะนำเอกสาร ส่งกลับมายังบริษัทของตนเอง