กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาในวงการโทรทัศน์ เมื่อมีเอกสารภายในของบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด หลุดออกมา ระบุถึงการเลิกกิจการและเลิกจ้างพนักงาน จนเกิดคำถามถึงอนาคตของ “ทูเดย์โชว์” และ “ครัวคุณต๋อย”
ล่าสุด นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ หรือ “ต๋อย ไตรภพ” ออกมาเปิดใจ ยืนยันว่าไม่ได้เลิกทำสื่อหรือปิดฉากธุรกิจทั้งหมด แต่เป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ยุติการผลิตรายการโทรทัศน์สิ้นปี 2569 และย้ายฐานการผลิตไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัว เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้ชมและภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป
แจงเอกสารหลุดเป็นเพียงร่างภายในบริษัท
ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดิมทีเป็นเรื่องภายในบริษัท และไม่ได้มีความตั้งใจจะเผยแพร่สู่สาธารณะ อีกทั้งเอกสารที่หลุดออกไปเป็นเพียงร่างเอกสาร ซึ่งจะเห็นได้ว่าในเอกสารมีการพูดถึงการเลิกกิจการ แต่ความเป็นจริง ยืนยันได้ว่ายังไม่ได้เลิกกิจการ เพียงแต่มีการเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้ได้รับสิทธิที่พวกเขาควรจะได้
ไตรภพ ย้ำว่า พนักงานที่จะถูกเลิกจ้างเป็นบุคลากรที่ทำงานร่วมกับบริษัทมานาน โดยคนที่มีอายุน้อยที่สุดในบริษัทคือ 51 ปี ส่วนการตัดสินใจยุติการผลิตรายการโทรทัศน์และเดินหน้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัว เกิดจากการพิจารณาสถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต จนพบความจริงว่าหากยังคงดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทและพนักงานบ้าง
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงได้เข้าหารือกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่ทำงานร่วมกันมา โดยแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์และความจำเป็นที่จะต้องหาทางสรุปและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ภายหลังการหารือร่วมกันหลายครั้ง ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
โดยบริษัทเป็นฝ่ายแจ้งช่อง 3 ล่วงหน้าว่า จะยุติการผลิตรายการโทรทัศน์ 2 รายการ ได้แก่ “ครัวคุณต๋อย” และ “ทูเดย์โชว์” ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันตามแนวทางดังกล่าว โดยกำหนดให้หยุดผลิตรายการภายในสิ้นเดือนธันวาคม
เปรียบมรสุมสื่อรุนแรงสุดในรอบ 40 ปี
ไตรภพ กล่าวว่า หลังจากได้ข้อสรุปกับช่อง 3 แล้ว จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมภายในบริษัท เพื่ออธิบายสถานการณ์ให้พนักงานทุกคนรับทราบ พร้อมเปรียบเทียบตัวเองกับกัปตันเรือที่เดินทางอยู่กลางมหาสมุทรมานานกว่า 40 ปี
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับคลื่นลมและพายุหลายครั้ง บางช่วงมีคลื่นลมรุนแรงมาก แต่สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นมรสุมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมา
ในฐานะกัปตันเรือ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยมองเห็นทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ฝืนเดินเรือต่อไปท่ามกลางพายุและเสี่ยงที่จะจมไปพร้อมกันทั้งหมด หรือเลือกนำเรือขึ้นฝั่งเพื่อให้ลูกเรือทุกคนมีโอกาสรอดชีวิต
“ผมเปรียบตัวเองอยู่ในมหาสมุทร เราเป็นกัปตัน ผ่านทะเลมา 40 กว่าปี ยุคปัจจุบันเป็นคลื่นลมแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เราพบว่ามี 2 วิธี คือ อยู่แบบนี้ต่อไป สู้กับลมพายุนี้และตายไปกับทะเล หรือจะเอาเรือขึ้นฝั่ง แล้วให้พวกเขาที่เป็นลูกเรือรอด”
ไตรภพ เล่าว่า พนักงานทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า ควรนำเรือขึ้นฝั่ง เพราะไม่มีใครต้องการจมลงไปในทะเล และพนักงานของบริษัทมีอายุค่อนข้างมาก โดยคนที่มีอายุน้อยที่สุดอยู่ที่ 51 ปี ขณะที่บริษัทไม่มีระบบเกษียณอายุ การได้รับเงินและสิทธิประโยชน์ตามที่ควรได้รับจึงถือเป็นเรื่องที่พวกเขามีความยินดี เพราะเป็นผลตอบแทนจากการทำงานมาเป็นเวลานาน
ยันไม่ขาดทุน-ไม่ปิดบริษัท แค่ปรับตัวรับอนาคต
ไตรภพ ยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ประสบภาวะขาดทุน แต่จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทำให้มองเห็นแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หากยังคงดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่เป็นการปรับตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ไตรภพ ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้ยุติการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นเพียงการย้ายแพลตฟอร์มการผลิตรายการจากโทรทัศน์ไปสู่ช่องทางออนไลน์ โดยบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ยังคงดำเนินกิจการต่อไป และไม่ได้หมายความว่าจะยุติบทบาทในวงการโทรทัศน์อย่างถาวร
“การขึ้นฝั่งครั้งนี้ เพราะทะเลมันแรงมาก ถ้าคลื่นลมสงบผมก็พร้อมลงทะเลได้อีก”
เปิดรายได้โฆษณาทีวี จากนาทีละ 2 แสน เหลือ 2-3 หมื่น
ไตรภพ กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างมาก โดยเฉพาะรายได้จากการจำหน่ายเวลาโฆษณาที่ลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่ต้นทุนการผลิตรายการยังคงอยู่ในระดับสูง
ในอดีต รายการ “ทูเดย์โชว์” เคยสามารถจำหน่ายเวลาโฆษณาได้สูงสุดถึงนาทีละ 400,000 บาท ส่วนรายการ “ครัวคุณต๋อย” ในช่วงเริ่มต้นสามารถจำหน่ายเวลาโฆษณาได้ประมาณนาทีละ 200,000 บาท
ไตรภพยกตัวอย่างว่า ในอดีตหากสามารถขายโฆษณาได้ประมาณ 3 นาทีครึ่ง ก็จะมีรายได้สำหรับนำมาเป็นทุนผลิตรายการประมาณ 600,000-700,000 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานในรูปแบบที่ต้องใช้ทีมงานและกระบวนการผลิตจำนวนมาก
การผลิตรายการแต่ละครั้งต้องยกกองถ่ายทำออกไปต่างจังหวัด เพื่อบันทึกภาพร้านอาหาร ขั้นตอนการปรุงอาหาร และการนำเสนอสูตรอาหาร จากนั้นจึงนำภาพกลับมาตัดต่อ ก่อนจะถ่ายทำส่วนของพิธีกรภายในสตูดิโอ และนำเนื้อหาทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นรายการที่สมบูรณ์ ซึ่งมีทีมงานเกือบ 50 คน และมีต้นทุนการผลิตมากกว่า 50 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราค่าโฆษณาทางโทรทัศน์ลดลงเหลือเพียงประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อนาที สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของรายได้เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตรายการ
ไตรภพระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และตนต้องอดทนต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างจริงจัง
เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างการผลิตรายการโทรทัศน์กับการผลิตเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไตรภพมองว่ามีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล โดยใช้คำเปรียบเทียบว่าแตกต่างกัน “ราวฟ้ากับเหว”
เปิดแผนลุยออนไลน์ ชูความรู้แทนบันเทิง
ไตรภพกล่าวว่า การปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นสิ่งที่วางแผนและเตรียมความพร้อมมาแล้วตลอดระยะเวลา 3 ปี
แนวทางสำคัญคือการขยายการผลิตเนื้อหาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะมีรายการใหม่เกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการนำรายการโทรทัศน์เดิมมาปรับรูปแบบเท่านั้น
หนึ่งในรายการใหม่ที่ได้เตรียมการไว้คือ “คิดเช่นต๋อย” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเนื้อหาด้านอาหารและองค์ความรู้ในรูปแบบใหม่
ไตรภพอธิบายว่า ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ตนให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความรู้” มาโดยตลอด และยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นว่า ความรู้ควรเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการผลิตเนื้อหาในอนาคต
แนวคิดดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นฐานใหม่ของบริษัท โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง Wisdom หรือปัญญาและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
สำหรับรายการด้านอาหารนั้น ไตรภพมองว่าเนื้อหาควรพัฒนาไปไกลกว่าการนำเสนอสูตรอาหารหรือวิธีปรุงอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงลึกถึงเรื่อง “Gastronomy” หรือศาสตร์และองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารในมิติต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทได้สะสมประสบการณ์และตกผลึกมาตลอดระยะเวลาการผลิตรายการ “ครัวคุณต๋อย”
ไตรภพ อธิบายว่า ในอดีตบทบาทของตนบนหน้าจอโทรทัศน์เป็นพิธีกรรายการบันเทิงเป็นหลัก แต่เมื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เนื้อหาจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความบันเทิงอีกต่อไป หากแต่จะมุ่งนำเสนอความรู้ที่ผู้ชมสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ไตรภพ ยังตั้งคำถามต่อแนวคิดที่คนในวงการอาหารไทยพูดกันมาอย่างยาวนานว่า “ครัวไทยเป็นครัวโลก” ว่าในความเป็นจริงประเทศไทยสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง และสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะศึกษาและหาบทสรุปในประเด็นดังกล่าว พร้อมเดินหน้าสร้าง Academy เพื่อให้ความรู้อย่างครบวงจรเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านอาหารทั้งหมด
นอกจากนี้ ในปีหน้าจะมีงานและรายการใหม่เกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงการจัด Live Talk Show ที่มุ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต สังคม และการดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผลและมีความฉลาดในการคิดและตัดสินใจ
“ผมเป็นห่วงผู้คนในสมัยนี้มาก ผมเป็นห่วงแนวคิดและวิธีคิดของเขา ผมอยากนำเสนอแนวคิดและวิธีคิดอีกอัน ที่ทำให้เขาไม่ได้อยู่กับเงาดำมืด หรือความรู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ ถ้าคุณมี Foundation of Light คุณจะมีชีวิตที่แตกต่าง”
แนวคิดดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตเนื้อหาใหม่ โดยพยายามสร้างรากฐานทางความคิดที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหวังและมีทิศทางมากขึ้น
ยัน “โก๊ะตี๋-เอ๊าะ” ยังอยู่ พร้อมลุยรายการใหม่
ไตรภพกล่าวถึง “โก๊ะตี๋” และ “เอ๊าะ” ว่า ทุกคนได้รับทราบแนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานล่วงหน้าแล้ว การยุติผลิตรายการโทรทัศน์ไม่ได้หมายความว่าบุคลากรเหล่านี้จะต้องยุติบทบาทหรือแยกย้ายออกจากกัน เพราะยังมีโอกาสเกิดรายการใหม่อีกเป็นจำนวนมาก และบริษัทพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมตามความเหมาะสม
ไตรภพระบุว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตของผู้ร่วมงาน เพราะบริษัทได้เตรียมแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไว้แล้ว
ขณะเดียวกัน ยังย้ำอีกครั้งว่าการย้ายแพลตฟอร์มจากโทรทัศน์ไปสู่ออนไลน์ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กลับมาทำงานโทรทัศน์อีกในอนาคต
“เราไม่ได้เลิก เราย้ายแพลตฟอร์มตามความเหมาะสม ผมเป็นเรือเล็กในทะเลอันกว้างขวาง มรสุมมันเยอะเหลือเกิน ถ้าคลื่นสงบ ผมลงทะเลอีกแน่นอน”