ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. วิเคราะห์ผลประเมิน PISA 2025 ในเวทีเสวนาเปิดโจทย์อนาคตการเรียนรู้ เตรียมทักษะเด็กไทยให้พร้อม PISA 2029 โดยระบุว่า คะแนนนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน เมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อนในปี 2022 ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 23 คะแนน หรือร้อยละ 5.62 อันดับขยับจากอันดับ 64 เป็นอันดับ 53 จากทั้งหมด 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ส่วนคณิตศาสตร์และการอ่านเพิ่มขึ้นด้านละ 13 คะแนน หรือประมาณร้อยละ 3.3
อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีเด็กไทยร้อยละ 59.3 ที่มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานในด้านคณิตศาสตร์และการอ่าน ขณะที่เด็กเพียงร้อยละ 0.1 มีสมรรถนะสูงทั้ง 3 ด้าน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ส่วนการประเมินทักษะการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ย 476 คะแนน ห่างจากค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน อยู่ในอันดับ 40 จากทั้งหมด 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ผลประเมินยังพบว่า นักเรียนไทยร้อยละ 95.5 ใช้ AI ช่วยทำงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ร้อยละ 86.3 แต่การใช้ AI มากไม่ได้หมายความว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะสูงขึ้นเสมอไป โดยหัวใจสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และสร้างความเข้าใจด้วยตนเอง
ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดร.ไกรยส ระบุว่า นักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุดประมาณร้อยละ 17 ยังสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มร้อยละ 25 แรกได้ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กที่ขาดแคลนโอกาสมีศักยภาพ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม แม้ช่องว่างคะแนนระหว่างกลุ่มยากจนที่สุดกับกลุ่มร่ำรวยที่สุดจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่เมื่อพิจารณาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ช่องว่างดังกล่าวลดลงเพียง 2 คะแนน และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดร.ไกรยส จึงเสนอให้พัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งการพัฒนาครู การจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นของผู้เรียน และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยไม่ละเลยทักษะการคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันข้อมูล
ขณะที่ ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา มองว่า คะแนน PISA ที่สูงขึ้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่เป็นเครื่องสะท้อนกระบวนการคิด การตัดสินใจ และการใช้เหตุผลของเด็กไทย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่นวัตกรรม
ดร.อมรศักดิ์ เสนอให้ปรับเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษาของทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบาย พร้อมสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกเครื่องข้อสอบและกระบวนการเรียนรู้ทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยปรับรูปแบบข้อสอบให้สอดคล้องกับแนวคิด PISA มากขึ้น ลดการเน้นท่องจำและการใช้สูตรคำนวณแบบเดิม เพื่อให้เด็กสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้
ทั้งนี้ การยกระดับผลประเมิน PISA จึงไม่ใช่เพียงการทำให้คะแนนสอบสูงขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กไทยคิดเป็น วิเคราะห์ได้ และพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง