กระบวนการถ่ายโอนอำนาจแบ่งเป็นขั้นตอนคร่าวๆ ได้ออกเป็น 3 ขั้นตอน เป็นไปตามที่ระบุไว้ในพรบ.การถ่ายโอนอำนาจของประธานาธิบดีฉบับปี 1963
1. ขั้นตอนแรกคือการวางแผนถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งเริ่มขึ้นหลายเดือนก่อนการเลือกตั้ง
คู่แข่งขันชิงตำแหน่งทั้งสองคน จะต้องจัดตั้งทีมงาน วางแผนงาน ละตั้งเป้าหมายการถ่ายโอนอำนาจให้ได้อย่างสันติขณะที่สภาคองเกรส สำนักบริหารงานบริการทั่วไป จนถึงเอฟบีไอจะเริ่มหารือกัน
2. ขั้นตอนที่ 2 คือ เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่หลังรู้ผลการเลือกตั้ง จนถึงก่อนพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม ปี 2021
เป็นช่วงเวลา 75 วันที่สำคัญที่สุด เพราะการถ่ายโอนอำนาจของแต่ละหน่วยงานที่วางแผนกันไว้ก่อนหน้านี้จะเริ่มปฏิบัติการในขั้นตอนนี้
อย่างที่เราอธิบายไปว่า ไบเดนได้เปิดเผยรายชื่อทีมงานของตัวเองกว่า 500 คน ที่จะเข้าไปจัดการเรื่องถ่ายโอนอำนาจในหน่วยงานต่างๆ แล้ว
ปัญหาใหญ่ก็คือ ทีมงานไม่สามารถเริ่มงานได้เนื่องจากทรัมป์ไม่ยอม โดยตอนนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบการถ่ายโอนอำนาจคือ สำนักบริหารงานบริการทั่วไป หรือ General Services Administration ใส่เกียร์ว่าง
หน่วยงานนี้เปรียบเสมือนด่านหน้าที่จะทำให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้ดำเนินการได้อย่างราบรื่น เพราะมีอำนาจอนุมัติงบประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับทีมงานถ่ายโอนอำนาจของไบเดน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีอำนาจปลดล็อกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศให้กับรัฐบาลใหม่ของไบเดน
แต่ตอนนี้คนที่ดูแลหน่วยงานนี้กำลังใส่เกียร์ว่าง
คนๆ นั้นคือเอมิลี เมอร์ฟีย์ เธอยังไม่ลงนามจดหมายรับรองชัยชนะของไบเดน ปกติขั้นตอนนี้จะเร็วมากหลังรู้ว่าใครชนะการเลือกตั้ง เอมิลี เมอร์ฟีย์ถูกสื่อสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ว่า เธอทำงานรับใช้ทรัมป์โดยละเลยหลักการ อย่างไรก็ตาม เธอสามารถประวิงเวลาไม่ลงนามเอกสารไปได้จนถึงวันที่ 14 ธันวาคมเท่านั้น เพราะคณะผู้เลือกตั้งจากทั้ง 50 รัฐจะต้องประชุมกัน
แต่ถึงกระนั้นเวลาที่ถูกดึง ถูกประวิงออกไปก็มีปัญหา ไบเดนจะเจออุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ และจะเป็นครั้งแรกในที่การถ่ายโอนอำนาจเกิดการสะดุดและหยุดชะงัก
หากไบเดนผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ ขั้นตอนการถ่ายโอนอำนาจไม่หยุดแค่นี้ แต่จะกินเวลาหลังรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานไปอีก 200 วัน
ใน 200 วันแรกที่ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาทำงาน เขาจะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ถึงกว่า 4,000 ตำแหน่ง ให้เข้าไปนั่งในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหามากนัก
ตั้งแต่อเมริกามีประธานาธิบดีมากว่า 230 ปี ยังไม่เคยเกิดปัญหาการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ กระบวนการต่างๆ มักเกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและราบรื่นเสมอ แต่ครั้งนี้ ไม่ง่ายสำหรับทรัมป์ที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะอะไร?
ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ สามารถเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัย นับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีอยู่ครบ 2 สมัยทุกคน นับตั้งแต่บิล คลินตัน จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ บารัค โอบามา
เป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปีที่ Sitting President หรือประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่ง ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 ได้
ครั้งสุดท้ายคือ ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่แพ้เลือกตั้งให้กับบิล คลินตัน เมื่อปี 1994 ประเด็นคือ สิ่งหนึ่งที่คนเป็น President แคร์มากที่สุดคือ ประวัติศาสตร์จะจดจำหรือจารึกเขาอย่างไร
ทรัมป์ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์จารึกว่า เขาอยู่ 2 สมัยไม่ได้ เขาจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อท้าทายหรือเปลี่ยนผลการเลือกตั้งด้วยการใช้วิธีการทางกฎหมายคือ ฟ้องศาลว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ( ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ)
อีกอย่างที่ทำคือ ขัดขวางกระบวนการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ อีกไม่นานเราก็คงจะรู้ว่า ประวัติศาตร์จะจารึกคนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์อย่างไร
เพราะสำหรับจอร์จ บุช คนที่เคยเจอกับสถานการณ์เดียวกันกับโดนัลด์ ทรัมป์ คือ การแพ้เลือกตั้งในสมัยที่ 2 นี่คือสิ่งที่คนจดจำเขา
ย้อนกลับไปในปี 1994 เมื่อ บิล คลินตัน วุฒิสมาชิกหนุ่มจากรัฐอาคันซอร์เอาชนะประธานาธิบดีจอร์จ บุช ในการเลือกตั้ง
กระบวนการส่งมอบอำนาจจากประธานาธิบดีคนที่ 41 ให้กับประธานาธิบดีคนที่ 42 เป็นไปอย่างสง่างามและสันติ
สะท้อนได้จากจดหมายที่ จอร์จ บุช ทิ้งไว้ให้กับบิล คลินตัน จดหมายจากผู้แพ้ถึงผู้ชนะเขียนว่า เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้ามาในห้องทำงานแห่งนี้ ณ ขณะนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์และความน่าเคารพเหมือนกับความรู้สึกที่เข้ามา (ครั้งแรก) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้ารู้ว่า ท่านจะรู้สึกแบบเดียวกัน
ข้าพเจ้าขออวยพรให้ท่านมีความสุขที่นี่ ประธานาธิบดีที่เคยทำงานในที่แห่งนี้มักจะบอกว่ามันเป็นสถานที่ที่โดดเดี่ยวที่สุด แต่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นเลย
มันจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และมันจะยากลำบากมากขึ้นเมื่อมีคนวิพากษ์วิจารณ์คุณอย่างไม่เป็นธรรม ข้าพเจ้าอาจไม่ใช่คนที่ดีที่สุดในการให้คำแนะนำในเรื่องนี้ เพียงแค่จะบอกว่า อย่าให้คนที่วิจารณ์ทำให้ท่านเสียกำลังใจหรือไขว้เขว
ในขณะที่คุณอ่านจดหมายนี้ คุณจะคือประธานาธิบดีของพวกเรา ข้าพเจ้าขออวยพรให้กับท่าน ข้าพเจ้าขออวยพรให้กับครอบครัวของท่าน
นับจากนี้ ความสำเร็จของท่านคือความสำเร็จของประเทศชาติ ข้าพเจ้าให้การสนับสนุนท่านอย่างสุดหัวใจ
จดหมายฉบับนี้ที่จอร์จ บุชเขียนให้บิล คลินตันในปี 1994 ถูกโพสต์อีกครั้งโดยฮิลลารี คลินตันบนเฟซบุ๊ค ฮิลลารีเขียนว่า นี่คือสิ่งที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาทำกัน
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ประธานาธิบดีเข้ามาดำรงตำแหน่ง เขาเข้ามาพร้อมกับการยอมรับความต้องการของประชาชน และการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยของสหรัฐฯ มีความโดดเด่นและยั่งยืน
จดหมายที่ประธานาธิบดีคนก่อนทิ้งไว้ให้ประธานาธิบดีคนใหม่ถือเป็นธรรมเนียมไปแล้วในการเมืองสหรัฐฯ โดยจดหมายจะถูกทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานในทำเนียบขาว เพื่อต้อนรับประธานาธิบดีคนใหม่ที่เข้ามาทำงานหลังสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม ของทุกๆ 4 ปี
ในช่วงความไม่แน่นอนทางการเมือง มีอีกสิ่งที่สื่อหลายสำนักกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน
ย้อนไปวันจันทร์ที่ผ่านมาหลังรู้ผลเลือกตั้ง ทรัมป์สั่งปลด มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมออกจากตำแหน่ง โดยการสั่งปลดทำผ่านทวิตเตอร์
มาร์ก เอสเปอร์คนนี้เคยคัดค้านเมื่อคราวที่ทรัมป์จะส่งทหารเข้าไปจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงในหลายรัฐในช่วงการชุมนุมของประชาชนหลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์
หลังจากมาร์ก เอสเปอร์ถูกปลด วันนี้มีเจ้าหน้าที่เพนตากอนหลายคนยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง แถลงการณ์ของเพนตากอนที่ออกมาระบุว่า มี เจมส์ แอนเดอร์สัน รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย โจเซฟ เคอร์แนน ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายข่าวกรองและความมั่นคง และเจน สจวร์ต เสนาธิการกระทรวงกลาโหม
ล่าสุด ทรัมป์ประกาศแต่งตั้ง คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมฝ่ายปฏิบัติการพิเศษและการต่อต้านก่อการร้าย รักษาการรัฐมนตรีกลาโหม
มีหลายคน เช่น อดัม สมิธ ประธานคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House Armed Services Committee) ออกมาแสดงความเป็นห่วง ระบุว่า การปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยคุมกำลังของสหรัฐฯ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านประธานาธิบดีนั้นอันตรายอย่างยิ่ง