ในขณะที่ทรัมป์วุ่นวายกับการฟ้องร้องผลการเลือกตั้ง และพยายามขัดแข้งขัดขาโจ ไบเดนไม่ให้เข้ามาทำงานได้อย่างราบรื่น
ไบเดน เดินหน้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ตัวเองมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์นี้ สิ่งสำคัญที่ไบเดนโดยไม่สนใจทรัมป์คือ การประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้ง 15 กระทรวง
โจ ไบเดน ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า จะประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้
นับเป็นอีกสัญญาณว่าเขาเดินหน้าถ่ายโอนอำนาจให้ตัวเอง แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะยังไม่ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ
ในบรรดารายชื่อคณะรัฐมนตรี มี 2 ตำแหน่งที่คนเฝ้าจับตาดูมากที่สุดคือ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เพราะเป็น 2 ตำแหน่งที่จะเกี่ยวข้องไปถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ซึ่งขณะนี้คนที่จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว นั่นคือ แอนโธนี เจ บลิงเคน นักการทูตมากประสบการณ์วัย 58 ปี
เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศในสมัยของรัฐบาลบารัก โอบามา ที่ฮิลลารี คลินตันเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ โดยเขาควบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้ไบเดนด้วยในสมัยนั้น
ภายใต้รัฐบาลโอบามา เขามีบทบาทสำคัญในวิกฤตไครเมียในปี 2014 การปฏิบัติการสังหารโอซามา บินลาเดนในปี 2011 และการต่อสู้กับกลุ่มไอเอสในเวลาต่อมา
ประสบการณ์ที่คร่ำหวอดของเขา ถูกคาดหวังว่า จะมาช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพันธมิตรสหรัฐฯ ทั่วโลก หลังถูกทำลายไปในสมัยของทรัมป์ ที่มีนโยบายไปทางชาตินิยม
อีกอย่างคือการเข้ามาฟื้นฟูกระทรวงการต่างประเทศ ที่เจ้าหน้าที่หลายรายมีปัญหาในการทำงานร่วมกับทรัมป์ หรือการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งการเลือกคนมาดำรงตำแหน่งกระทรวงต่างประเทศจึงสามารถบอกทิศทางของนโยบายต่างประเทศได้ดี
สำหรับบลิงเคน สามารถคาดการณ์ได้ว่า ไบเดนจะเน้นฟื้นฟูความสัมพันธ์กับหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า หรือสภาวะโลกร้อน ที่ทรัมป์ถอนตัวจากหลายข้อตกลงไปในสมัยที่เขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
ไปจนถึงความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาชาติ หรือองค์การอนามัยโลก ที่ทรัมป์ประกาศหยุดให้เงินสนับสนุน ทั้งๆ ที่สหรัฐ ถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของโลก จนเปิดทางให้จีนเข้ามาชิงบทบาทนี้แทนสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
หรือการกลับมาใช้นโยบายต่างประเทศที่เป็นไปตามขนบและกรอบการทูตของสหรัฐฯ อย่างเช่น การวางตัวกับเกาหลีเหนือ หลังจากทรัมป์ได้แหวกขนบด้วยการจัดประชุมพบกับคิม จอง อึนตัวต่อตัว ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการให้ความชอบธรรมกับคิม จอง อึน บนเวทีโลก
ซึ่งอย่างในสมัยของจอร์จ บุช ที่เขาเป็นประธานาธิบดี 2 สมัย รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคือโคลิน โพเวล และ คอนโดเลซซา ไรซ์ ซึ่งทั้งคู่นับเป็นรัฐมนตรีที่มีนโยบายต่างประเทศเชิงรุก หรือแบบเหยี่ยว
ไม่ว่าจะเป็นการบุกอิรักในปี 2003 และการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วตะวันออกกลาง หลังเกิดเหตุก่อการร้ายเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ในมหานครนิวยอร์กปี 2001 ซึ่งนโยบายเชิงรุกของบุชก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า เป็นการส่งกองกำลังของตัวเองไปเสียชีวิต
ขณะที่ในสมัยของบารัก โอบามา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคือ จอห์น เคอร์รี่ และ ฮิลลารี่ คลินตัน ทั้งคู่มีนโยบายต่างประเทศไปในทางเน้นความร่วมมือ มากกว่าการเผชิญหน้าอย่างในสมัยของบุช อย่างการถอนทหารเกือบทั้งหมดออกจากอิรัก และอัฟกานิสถาน จนมีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า นโยบายที่อ่อนลงของโอบามา เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้กลุ่มก่อการร้ายอย่างไอเอสขึ้นมาแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2014
อย่างไรก็ตามในสมัยของโอบามา มีปฏิบัติการทางทหารหลายอย่างที่สำคัญต่อการเมืองโลก ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการสังหารโอซามา บิน ลาเดน ในปี 2011 หรือการช่วยนาโต้ส่งกองกำลังเข้าไปในลิเบีย ในสมัยอาหรับสปริง จนนำไปสู่การล่มสลายของการปกครองของมูอัมมาร์ กัดดาฟีในปี 2011
เมื่อไบเดนขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดี นโยบายของเขาต่อตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับกลุ่มไอเอส จึงจะถูกทดสอบอีกครั้ง ว่าเขาจะรับมือกับไอเอสอย่างไร ที่แม้จะอ่อนกำลังลงไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังไม่แพ้อย่างราบคาบ และกระจายตัวอยู่ทั่วโลก
ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อีกตำแหน่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องสงครามและความขัดแย้ง ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยัน แต่มีโผรายชื่อออกมาแล้ว
มิเชล เฟลอนอย (Michèle Flournoy) คือตัวเต็งที่คาดการณ์กันว่าไบเดนจะเลือกเธอขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม
หากเป็นไปตามที่คาดการณ์จริง เธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
เธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยในทีมงานของกระทรวงกลาโหมทั้งในสมัยของบิล คลินตัน และบารัก โอบามา
ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่แอนโธนี บลิงเคน ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ถูกคาดการณ์ว่าจะนำนโยบายต่างประเทศเก่าๆ ของโอบามากลับมาสานต่อ มิเชล เฟลอนอย ถูกมองว่าเป็นที่เจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างหัวรั้น
ในสมัยของโอบามาและไบเดน ที่ต้องการถอนกองกำลังออกจากอัฟกานิสถานและอิรัก เธอเป็นเจ้าหน้าที่ที่ยืนกรานให้เพิ่มกองกำลังทหาร และเพิ่มงบประมาณทหาร โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มกบฏ ที่ผสมผสานทั้งการใช้กำลัง ใช้การเมือง และใช้เทคโนโลยี
จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า หากเธอได้รับเลือกจริง ไบเดนจะมีนโยบายทางทหารเช่นไร โดยในวันอังคารนี้โจ ไบเดนจะประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้ง 15 กระทรวงอย่างเป็นทางการ