สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่รายแรก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

พบชาวสหรัฐติดเชื้อโควิด-19สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรแล้ว ชายคนนี้อายุ 20 กว่าปี อาศัยอยู่ในรัฐโคโรลาโด

ผู้ว่าการรัฐโคโรลาโด Jerad Polis ระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้ไม่มีประวัติการเดินทางไปสหราชอาณาจักรหรือต่างประเทศมาก่อน โดยขณะนี้เขาถูกกักตัวแล้วในเขตเอลเบิร์ตเคาตี้ เพื่อทำการรักษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สหรัฐถือเป็นประเทศล่าสุดที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จากสหราชอาณาจักร

ทางการสหราชอาณาจักรพบการระบาดของไวรัสตัวนี้หลายเดือนแล้ว มณฑลเคนต์ และพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษ แต่เพิ่งจะมีการประกาศการการมีอยู่ของมันอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐ มีรายงานผู้ติดเชื้อในอีกกว่า 20 ประเทศ รวมถึง อิตาลี่ เยอรมนี แคนาดา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ปากีสถาน อินเดีย

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในสหราชอาณาจักรถูกเรียกว่า ชื่อว่า B.1.1.7 หรือ VUI–202012/01 ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจากคำว่า “variant under investigation” in December 2020  ถูกค้นพบในมณฑลเคนต์ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน แต่เพิ่งจะมีประกาศยืนยันการมีอยู่ของมันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม

นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้บรรจุ RNA ที่กลายพันธุ์ 14 - 20 จุด โดยจุดที่กลายพันธุ์มีอย่างน้อย 7 จุดที่อยู่บนหนามโปรตีนของไวรัส

ในจำนวนจุดกลายพันธุ์ทั้งหมด มีจุดหนึ่งน่าสนใจที่เรียกว่า N501Y ย่อมาจากตำแหน่งกรดอะมิโนไทโรซีนที่ 501 แต่เดิมตรงจุดนี้ตัว Y ที่ย่อมาจากไทโรซีน ในไวรัสโควิด-19 ทั่วไปต้องเป็นตัว N ที่ย่อมาจากแอสพาราจีน

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจาก N เป็น Y นี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เป็นการกลายพันธุ์ที่มีส่วนทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น และนำมาสู่ความสามารถในการระบาดที่มากขึ้นตาม

จากแบบจำลอง โควิดสายพันธุ์ใหม่สามารถแพร่เชื้อได้เร็วกว่าเดิมถึงร้อยละ 70  ที่ยังไม่ชัดเจนคือ อันตรายของมัน ว่าไวรัสที่กลายพันธุ์แล้วนี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยอาการหนักกว่าเดิมหรือไม่

ความที่ไวรัสตัวนี้สามารถแพร่ได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิมถึงร้อยละ 70 ทำให้เคสผู้ติดเชื้อในรัฐโคโรลาโดนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากเกรงว่าหากแพร่ระบาดเป็นวงกว้างจะทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศรับไม่ไหว

หลายประเทศแบนผู้เดินทางหรือเที่ยวบินที่มาจากสหราชอาณาจักรแล้ว ขณะที่ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐ หรือ CDC ออกประกาศว่าผู้ที่เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรต้องแสดงผลตรวจโควิดที่เป็นลบจึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศได้ โดยผลตวจต้องมีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมง

แม้จะมีการระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้เกิดการกลายพันธุ์และเริ่มระบาดในสหราชอาณาจักร แต่ก็ยังไม่มีใครตัดความเป็นไปได้ที่ไวรัสตัวนี้อาจจะแพร่กระจายอยู่ที่อื่นก่อนหน้านี้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดีเวลท์ (Die Welt) หนังสือพิมพ์รายวันของเยอรมนี รายงานว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งถูกค้นพบในสหราชอาณาจักรเมื่อต้นเดือนธันวาคม มีแนวโน้มแพร่กระจายอยู่ในเยอรมนีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว

ดีเวลท์ระบุว่าคณะนักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮันโนเวอร์ (Hannover Medical School) ได้ตรวจพบเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ดังกล่าวในตัวอย่างจากผู้ป่วยสูงอายุรายหนึ่ง ซึ่งติดเชื้อราวเดือนพฤศจิกายนและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับเคสที่พบในสหรัฐ นักระบาดบางคนระบุว่า เชื้อนี้อาจอยู่ในสหรัฐอยู่แล้ว

ดร. อาทุล กาวานเด สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ โจ ไบเดน ระบุว่า มีแนวโน้มว่าชายที่ติดเชื้อมีแนวโน้มจะติดจากชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ เนื่องจากไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศเลย

Dr Peter Hotez ปีเตอร์ โฮเทซ คณบดีสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งชาติของวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เบย์เลอร์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า หากสหรัฐเริ่มตรวจสอบจีโนมของไวรัสมากขึ้นและละเอียดขึ้น ก็มีแนวโน้มสูงที่สหรัฐจะพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ในประเทศ หรือ "homegrown variants" แบบเดียวกันกับที่พบในสหราชอาณาจักร

CNN รายงานด้วยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องทำให้คาดการณ์กันว่า ในเวลาอันใกล้นี้ โรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอาจต้องใช้วิธีปันส่วนบุคคลากรทางการแพทย์ รวมถึงปันส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโควิดที่อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างเครื่องช่วยหายใจจำนวนผู้ติดเชื้อเมื่อวานนี้ (วันอังคาร) ยังสูงมากนั่นคือ 124,686 ราย

เป็นที่น่าสังเกตุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่มีอาการวิกฤตและต้องเข้ารับการรักษาใน ICU เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจาก Covid Tracking Project ชี้ว่า เมื่อเดือนกันยายน จำนวนผู้ที่ต้องรับการรักษาใน ICU คิดเป็นร้อยละ 18 ของผู้ติดเชื้อ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำนวนของผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาใน ICU เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 หรือเกือบครึ่งของผู้ติดเชื้อ

ขณะนี้โรงพยาบาลในหลายรัฐของสหรัฐกำลังขาดแคลนทั้งแพทย์ พยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเครื่องช่วยหายใจและห้องผู้ป่วยหนัก รัฐที่มีการระบาดหนักรัฐหนึ่งคือ แคลิฟอร์เนีย

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชุน Martin Luther King Jr. ในเมืองลอสแองเจิลลิส Dr Elaine Batchlor ระบุว่า หากยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นในอัตรานี้ บุคคลากรทางการแพทย์อาจต้องถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากทำ

ในช่วงการระบาดหนักระลอกแรก หลายประเทศอย่างเช่นในอิตาลี่ หมอต้องเลือกคนที่มีโอกาสรอดสูงกว่าเพื่อรักษา และต้องยอมปล่อยให้คนที่มีโอกาสน้อยกว่าไปเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรในการรักษาผู้ติดเชื้อทุกคน

คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐจะยังไม่ลดลง โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงหยุดยาวคริสมาสต์ ปีใหม่ ที่คนจำนวนมากเดินทาง

ก่อนหน้านี้ ดร.เฟาชี่ได้ออกเตือนให้คนหลีกเลี่ยงการเดินทาง โดยระบุว่าถ้าคนยังเดินทางและไม่หลีกเลี่ยงการพบประสังสรรค์กัน ยอดผู้ติดเชื้อหลังปีใหม่จะสูงขึ้นอย่างน่ากลัว หนทางหนึ่งในการหยุดยั้งการระบาดคือ การฉีดวัคซีน

สหรัฐขณะนี้มีการอนุมัติการใช้วัคซีนเป็นการฉุกเฉินแล้ว 2 ตัว นั่นก็คือ วัคซีนของไฟเซอร์ที่พัฒนาร่มกับไบโอเอนเทค และอีกตัวหนึ่งคือของบริษัทโมเดอร์นา

ว่าที่ผู้นำคนใหม่เข้ารับการฉีดไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน และเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ ว่าที่รองประธานาธิบดี กมลา แฮริสก็เข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกันว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฮร์ริส ได้รับวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) จากพยาบาลที่สวมหน้ากากและกระจังป้องกันใบหน้า (face shield) ที่ศูนย์การแพทย์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีคนผิวสีอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่

เธอกล่าวหลังรับวัคซีนว่า เธอแทบไม่รู้สึกอะไรขณะฉีดวัคซีน และเธอต้องการเชิญชวนให้ทุกคนเข้ารับวัคซีนที่ปลอดภัยและช่วยชีวิตของผู้คนได้

สหรัฐเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชนในวงกว้างมาตั้งแต่วันที่ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยอดของการฉีดวัคซีนยังไม่เข้าเป้า

สหรัฐฯตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้กับประชาชน 20 ล้านคนในช่วงสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคหรือ CDC ระบุว่าในขณะนี้มีประชาชนเพียงแค่ 2.1 ล้านคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้ว่าที่ผู้นำคนใหม่ โจ ไบเดน อออกมาตำหนิประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (เพราะยังถือว่าเป็นการดูแลรับผิดชอบของทรัมป์อยู่) ที่การดำเนินการฉีดวัคซีนล่าช้าและต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ไบเดนบอกว่าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้การฉีดวัคซีนเป็นไปตามเป้าทันทีที่เข้ารับตำแหน่งแผนการของไบเดนที่ประกาศก่อนหน้านี้คือ ช่วง 100 วันแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่ง (100 วันหลังวันที่ 20 มกราคม) จะฉีดวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดส

เป้าหมายหลักของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คือการให้เด็กนักเรียนสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนให้ได้อีกครั้ง และเขายังได้ขอให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลา 100 วัน

ทรัมป์ได้ออกมาตอบโต้ผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐที่จะทำการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนหลังจากที่ได้รับมอบวัคซีนจากรัฐบาลกลางไปแล้ว และรัฐบาลของเขาคือคนที่เป็นผู้พัฒนาวัคซีน และทุ่มเงินมหาศาลเพื่อส่งวัคซีนให้กับรัฐต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับไบเดนที่ล้มเหลวในการจัดการกับไวรัสหมู ( Siwine Flu)

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ