เป็นเวลา 4 วันแล้ว ที่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาหนึ่งปี โดยอ้างว่า รัฐบาลพลเรือนโกงการเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ กองทัพเมียนมาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะอยู่ในอำนาจนานเท่าใด
ล่าสุดนายพล มิน ออง หล่ายประกาศในที่ประชุมว่า หลังสิ้นสุดสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี กองทัพจะยังอยู่ในอำนาจไปอีก 6 เดือน เท่ากับว่า กองทัพเมียนมาจะอยู่ในอำนาจไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ครึ่ง
วันนี้ นายพล มิน ออง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้ประชุมกับบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอีกครั้ง โดยในการประชุม นายพล มิน ออง หล่าย กล่าวว่า หลังสิ้นสุดการอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่กองทัพได้ประกาศใช้เป็นเวลาหนึ่งปี กองทัพจะยังคงอยู่ในอำนาจไปอีก 6 เดือน เท่ากับว่า เบื้องต้นทหารจะอยู่ในอำนาจไปอย่างน้อยหนึ่งปีครึ่ง
ซึ่งกองทัพเองก็ยังไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจนว่าจะยอมให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อไหร่ แต่จะเริ่มสอบสวนการโกงการเลือกตั้ง ที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า ไม่พบหลักฐานตามที่กองทัพกล่าวอ้าง
ด้านนางออง ซาน ซู จี และประธานาธิบดีเมียนมาที่ถูกกองทัพจับกุมตัว ก่อนที่จะก่อรัฐประหารยึดอำนาจ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครทราบข่าวคราวของนางซู จีแน่ชัดว่า เธอถูกจับกุมตัวอยู่ที่ใด หรือปลอดภัยดีหรือไม่
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ในช่วงเย็นที่มีรายงานออกมาว่า เธอถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายพกเครื่องมือสื่อสาร Walkie-Talkie อย่างผิดกฎหมาย ที่อาจทำให้เธอติดคุกนาน 2 ปี
ล่าสุดมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งข้อหานางออง ซาน ซู จี เอกสารของสำนักงานตำรวจเมียนมาระบุรายละเอียดว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่บุกค้นบ้านพักของนางออง ซาน ซู จี พบว่าเธอนำเข้าและครอบครองเครื่องมือสื่อสาร อย่าง วอล์คกี้ ทอล์คกี้จำนวน 6 เครื่องอย่างผิดกฎหมาย และใช้มันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายความมั่นคง โทษสูงสุดของข้อหานี้คือการจำคุก 3 ปี สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ ทำไมการพกพาวอล์คกี้ ทอล์คกี้ ถึงผิดกฎหมายในเมียนมา?
รายงานของตำรวจไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า ทำไมการนำเข้าเครื่องมือสื่อสารดังกล่าวถึงผิดกฎหมาย แต่เมื่อดูข้อกฎหมายนำเข้า-ส่งออกของเมียนมา มีมาตราที่ระบุว่า คนที่ไม่มีใบอนุญาตไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าบางประเภทที่ต้องได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากใครละเมิดกฎหมายดังกล่าว มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี
การตั้งข้อหาเหล่านี้กับนางซูจีในเวลาที่เธอเพิ่งถูกกองทัพจับตัว และได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ สะท้อนว่ากองทัพพยายามหาช่องทางกฎหมายในการเอาผิดเธอให้ได้มากที่สุด
นอกเหนือจากมีการครอบครอง Walkie Talkie อย่างผิดกฏหมายแล้ว สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กองทัพกำลังจะเริ่มต้นสืบสวนเธอในข้อหาการโกงเลือกตั้งด้วย ซึ่งเป็นข้อหาที่กองทัพใช้เป็นเหตุผลในการก่อรัฐประหาร แม้ว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้งของเมียนมาจะระบุว่า ไม่พบหลักฐานการโกงการเลือกตั้งตามที่กองทัพกล่าวอ้าง
ซึ่งล่าสุดกองทัพเมียนมาได้แต่งตั้งคนสนิทเข้าไปนั่งในคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว โดยบางรายเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2010 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่พบการโกงอย่างมหาศาล
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเห็นภาพของนางซูจีตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ แต่หลายฝ่ายระบุว่าเธอน่าจะถูกกักตัวอยู่ในบ้านพักของเธอเองในกรุงเนปิดอว์
ไม่ใช่แค่นาง ออง ซาน ซู จี ที่ถูกกองทัพนำกฎหมายลักษณะนี้มาเล่นงาน อดีตประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกกองทัพดำเนินคดีด้วยเช่นกัน
อดีตประธานาธิบดีวิน มินต์ เป็นนักการเมืองอีกรายที่ถูกกองทัพจับกุมตัวพร้อมนางซูจี เขาถูกตั้งข้อหาผิดกฎหมายละเมิดกฎหมายควบคุมโรคระบาดโควิด-19 จากการที่เขาออกไปพบกับผู้สนับสนุนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
มีความเป็นไปได้สูงว่าทั้งคู่จะถูกสั่งโทษจำคุก หรือกองทัพอาจนำกฎหมายข้ออื่นๆ มาเอาผิดกับซู จี และนักการเมืองคนอื่นๆ อีกนอกเหนือจากการครอบครองเครื่องมือสื่อสารผิดกฎหมาย
เพราะแม้นักการเมืองเหล่านี้จะถูกกำจัดจากรัฐสภา พวกเขายังสามารถมีบทบาททางการเมืองในระดับภาคประชาชน หรือการเมืองนอกสภาฯ ได้ และนั่นเป็นสิ่งที่กองทัพไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
เนื่องจากผลการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางซู จี สามารถกวาดชัยชนะได้อย่างถล่มทลาย สะท้อนว่า แม้จะไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่ชื่นชมผลงานของพรรค NLD แต่การเลือกพรรค NLD เท่ากับเป็นการส่งเสียงว่า พวกเขาไม่ต้องการพรรคการเมืองที่มีกองทัพหนุนหลัง พวกเขาต้องการรัฐบาลพลเรือนที่เป็นตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ในช่วงเวลากว่า 70 ปี ตั้งแต่เมียนมาเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารถึงกว่า 5 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1962
กองทัพเมียนมาเป็นสถาบันที่มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองมาตั้งแต่เมียนมาเริ่มสร้างชาติ ด้วยความที่เมียนมาเป็นประเทศที่มีชาติพันธุ์ราว 135 ชาติพันธุ์ แต่ละกลุ่มอาศัยกันอยู่ตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขา มีความเป็นเอกเทศทางภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อ บางกลุ่มมีความขัดแย้งกันเอง ทำให้ตลอดประวัติศาสตร์ กองทัพที่วางบทบาทของตัวเองในการมีหน้าที่รวมชาติและปกปักษ์รักษาความมั่นคง เข้ามาแทรกแซงการเมืองของประเทศได้โดยง่าย โดยใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงหรืออย่างครั้งนี้ที่ใช้เหตุผลว่า รัฐบาลพลเรือนทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกองทัพจึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้