กระทรวงสาธารณสุขของหมู่เกาะเซเชลส์ออกมาระบุว่า โควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เบตา หรือ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศสูงขึ้น
ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเพิ่มจากหลักสิบในเดือนเมษายนเป็นหลักร้อย สูงที่สุดคือวันที่ 17 พฤษภาคมที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อใหม่ 570 ราย
ส่วนยอดล่าสุด วันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาพบ 497 ราย เซเชลส์พบการระบาดของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ 3 ชนิดได้แก่ เดลตา หรือเชื้ออินเดีย อัลฟา หรือเชื้ออังกฤษ และเบตา เชื้อแอฟริกาใต้
ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่าเป็นเชื้อชนิดใดมากที่สุด ซึ่งทางสาธารณสุขตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเชื้อเบตา จากแอฟริกาใต้ ประเทศที่ใกล้กับเซเชลส์มากที่สุด
อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เซเชลส์คือโมเดลของประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว เพราะที่นี่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มไปแล้วมากถึงร้อยละ 70 ของประชากรที่มีอยู่เพียง 97,000 คน
นี่คือประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่อประชากรมากที่สุด เพราะที่นี่คนน้อยมาก วัคซีนที่ใช้คือซิโนฟาร์มจากจีน และโควิชิลด์จากอินเดีย ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแอสตร้าเซเนกา
โดยข้อมูลจาก New York Times เมื่อเดือนพฤษภาคมชี้ว่า ร้อยละ 57 ของคนที่ได้รับวัคซีนได้รับซิโนฟาร์ม
ล่าสุดจึงนำมาสู่สมมุติฐานถึงประสิทธิภาพของวัคซีนจีนที่มีต่อไวรัสกลายพันธุ์ เนื่องจากทั้งที่ฉีดวัคซีนได้มาก แต่ที่นี่ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูง
กรณีของเซเชลส์น่าศึกษาหาคำตอบว่าปัจจัยใดที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งที่ประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว
ล่าสุดเมื่อวานนี้ ทางอนามัยโลกจัดทีมผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นนักระบาดวิทยา, นักวิจัยในห้องปฏิบัติการ และนักวิเคราะห์ของศูนย์ควบคุมโรคแอฟริกา เพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ในเซเชลส์โดยเฉพาะ
ปัจจุบันเซเชล์มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 14,620 ราย เสียชีวิตแล้ว 59 ราย ส่วนจำนวนคนติดเชื้อที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาลมีราว 1,426 ราย ดูไม่มาก แต่หากเทียบกับประชากรทั้งประเทศที่มีไม่ถึงแสนคน ถือว่าสถานการณ์กำลังน่าเป็นห่วง